การจดทะเบียนเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ส่งผลต่อบริษัทของเราอย่างไร?

การจดทะเบียนเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ส่งผลต่อบริษัทของเราอย่างไร?

การจดทะเบียนเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ส่งผลต่อบริษัทของเราอย่างไร?

“เริ่มต้นธุรกิจต้องเจอปัญหาที่ไม่เข้าใจหหลายอย่าง รวมถึงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จดทำไม เพื่ออะไร งั้นเรามาดูกันดีกว่า ว่าการจดทะเบียนจะส่งผลกับธุรกิจอย่างไรบ้าง”

การจดทะเบียนเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ส่งผลต่อบริษัทของเราอย่างไร?

เมื่อบริษัทของทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเข้าสู่ระบบแล้ว จะทำให้บริษัทมีงานทางด้านบัญชีเพิ่มเข้ามาและมีค่าใช้จ่ายทางด้านบัญชีที่เพิ่มขึ้นด้วย นั่นคือ มีหน้าที่ต้องทำการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยการนำส่งส่วนต่างระหว่างภาษีขายกับภาษีซื้อ หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย บริษัทก็สามารถทำการขอคืนภาษีได้

 

แต่ก็มีข้อควรระวัง คือ ไม่ใช่ว่าการซื้อสินค้าทุกรายการจะสามารถนำมาใช้ระบุเป็นภาษีซื้อได้ เพราะมีสินค้าหลายๆ อย่างที่เป็นภาษีต้องห้าม เพราะฉะนั้นเพื่อความมั่นใจ การปรึกษาสำนักงานบัญชีแล้วให้สำนักงานบัญชีเป็นผู้คำนวณรวมถึงยื่นภาษีแทนบริษัท จึงเป็นทางเลือกในการลดข้อผิดพลาด และช่วยให้มั่นใจว่าบริษัทได้ดำเนินการจดทะเบียนยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องตามหลักเกณฑ์อย่างถูกต้อง

ข้อดีของการจดทะเบียนเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยสรุป ข้อดีของการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ บริษัทสามารถนำภาษีซื้อมาขอทำการคืนภาษีได้ เมื่อบริษัทมีรายได้ใกล้เคียงหรือเกิน 1.8 ล้านบาทก็ถึงเวลาที่ต้องทำการจดทะเบียนเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนด สิ่งที่บริษัทสามารถทำได้คือการเลือกใช้บริการหรือขอคำปรึกษากับสำนักงานบัญชีเพื่อช่วยดำเนินการอย่างถูกต้อง รัดกุม เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทของเราและเพื่อทำตามขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

รู้ได้อย่างไร ว่าตอนไหนต้องจดภาษีภูลค่าเพิ่ม ( VAT )

รู้ได้อย่างไร ว่าตอนไหนต้องจดภาษีภูลค่าเพิ่ม ( VAT )

รู้ได้อย่างไร ว่าตอนไหนต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)

“ในการทำธุรกิจคงไม่มีใครไม่รู้จัก VAT  เป็นอีกเรื่องที่ต้องคอยระวังส่งผลให้ผู้ประกอบการแต่ละคนปวดหัวกับเรื่องนี้ไม่น้อย พร้อมทั้งมีคำถามที่เกิดขึ้นมาจากการทำธุรกิจของตนเอง คำถามที่พบได้บ่อยคือ เรื่องข้อกำหนดต่างๆภายในเรื่อง VAT”

 โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีธุรกิจเพิ่มขึ้นมากมาย ทำให้ผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นโดยการเป็นธุรกิจเล็กที่เริ่มด้วยตนเอง มีประเด็นในเรื่อง

“รู้ได้อย่างไร ว่าตอนไหนต้องจดภาษีภูลค่าเพิ่ม(VAT)” งั้นเรามาตอบคำถามกันเลยดีกว่า 

ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) หรือ VAT เป็นการเก็บภาษีจากการขายสินค้า หรือการให้บริการในแต่ละขั้นตอนการผลิต และจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ทั้งที่ผลิต ภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ

เกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยกฎหมายมีการบังคับให้ผู้มีรายได้จากการประกอบธุรกิจเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ยื่นจดไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มทุกๆ เดือน นับตั้งแต่วันที่ยื่น จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้นไป แต่ถ้าหากมีรายได้ตลอดทั้งปีเท่ากับ 1.8 ล้านบาทพอดี ยังถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ก็ยังไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เอกสารสำหรับขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ
  • ภ.พ.01.1 จำนวน 3 ฉบับ
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านกรรมการผู้มีอำนาจ หรือผู้ประกอบการ 1 ฉบับ
  • สำเนาทะเบียนบ้านที่ใช้ตั้งเป็นสถานประกอบการ 1 ฉบับ
  • รูปภาพสำนักงานทั้งภายในและภายนอก อย่างน้อย 4 ภาพ จำนวน 2 ชุด
  • แผนที่สำนักงาน 2 ชุด
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลพร้อมวัตถุประสงค์ / สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ / ภาพถ่ายหนังสือการจัดตั้งคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล 1 ฉบับ
  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) กรณีให้บุคคลอื่นยื่นจดทะเบียนแทนผิมีอำนาจของกิจการ 1 ฉบับ
  • สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนของเจ้าของสถานที่ 1 ฉบับ (กรณีผู้มีอำนาจกิจการไม่ใช่เจ้าของสถานที่)
  • หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ 1 ฉบับ (กรณีผู้มีอำนาจกิจการไม่ใช่เจ้าของสถานที่)
  • สัญญาเช่า 1 ฉบับ (กรณีเช่าสถานที่ตั้งสำนักงาน)

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องทำอะไรบ้าง

หลังจากจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือ ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งเมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการ  รวมถึงต้องมีการทำรายงานรายการภาษีซื้อ ภาษีขาย สินค้าคงเหลือ และวัตถุดิบ พร้อมส่งยื่นรายงานแก่สรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แม้ว่าเดือนนั้นๆ จะมีหรือไม่มีการซื้อขายก็ตาม

และในกรณีที่ผู้มีรายได้เสียภาษีแบบบุคคลธรรมดา ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท หลังจากจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของ “ภาษี” ที่ต้องเสียสูงถึง 35% ตามอัตราภาษีก้าวหน้า ดังนั้น การจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล จึงเป็นเรื่องที่ผู้มีรายได้ควรพิจารณาต่อ เพราะจะทำให้เสียภาษีน้อยลงเหลือ 20% หรือปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

สรรพากรเรียกพบ ! รู้ได้ยังไงว่ามีรายได้ ?

สรรพากรเรียกพบ ! รู้ได้ยังไงว่ามีรายได้ ?

สรรพากรเรียกพบ ! รู้ได้ยังไงว่ามีรายได้ ?

 

“สรรพากรเรียกพบ รู้ได้ยังไงว่ามีรายได้ …. คงไม่ใช่เรื่องปกติแน่หากทาง สรรพากรเรียกพบ ทำเอาผู้ถูกเรียกถึงกับกุมขมับกันเลยทีเดียว ว่าเราไปทำผิดอะไร หรือมีข้อสงสัยอะไร หรือแค่อาจจะเชิญไปเป็นพยานให้ข้อมูลเพิ่มเติมในบ้างเรื่องก็ได้ ดังนั้น เมื่อถูกเรียกพบต้องไปพบตามวันนัดหมายที่กำหนด เตรียมข้อมูล เอกสารต่างๆ ให้พร้อม”

ถ้าหากเป็นการเรียกพบเพื่อชี้แจงเรื่องเงินได้ เช่น ขอพบเรื่องรายได้ที่ยื่นภาษีบุคคลธรรมดาขาดไป หรือตรวจสอบพบว่ามีรายได้แต่ไม่ได้ยื่นภาษี คำถามที่ตามมาคือ แล้วสรรพากร รู้ได้อย่างไรว่ามีรายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ทางกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบรายได้ได้หลายวิธีด้วยกัน ดังนี้

สรรพากรเรียกพบ ! รู้ได้ยังไงว่ามีรายได้ ?

  • สถาบันการเงิน รายงานยอดเงินรับเข้าบัญชีธนาคาร

    👉 เงินเข้า 3,000 ครั้งขึ้นไป

    👉 เงินเข้า 400 ครั้ง และยอดเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาท ขึ้นไป

  • ได้รับแจ้งเบาะแสจากคู่แข่ง

    👉 หากมีคู่แข่งในการค้า โปรดระวังข้อมูลของคุณไว้ให้ดี เนื่องจากคู่แข่งสามารถส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับสรรพากรได้ 

  • วิเคราะห์จากข้อมูลการยื่นภาษีในแต่ละเดือน

  • ยอดหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกนำส่งไว้

  • มีหน่วยงาน e-commerce คอยสอดส่องและล่อซื้อ

  • ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ 

    👉 กรมศุลกากร จากการนำเข้าสินค้า

    👉 กรมที่ดิน จากการซื้อขายที่ดิน

    👉 การสอบทาน จากยอดซื้อมายังผู้จำหน่าย

  • วิเคราะห์ได้จากรายจ่ายที่เกี่ยวข้อง และผันแปรโดยตรงกับรายได้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า

  • เงินรับโอนจากโครงการรัฐ คนละครึ่ง, เราชนะ, ม.33

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

 

ประกันแบบไหนที่ลดหย่อนภาษีได้นะ!!

ประกันแบบไหนที่ลดหย่อนภาษีได้นะ!!

ประกันแบบไหนที่ลดหย่อนภาษีได้นะ!!

“ย้อนกลับไปหลายปีก่อน การเชิญชวนการทำประกันนั้นเป็นเรื่องที่คนส่วนมากนั้นรู้สึกว่า ไม่อยากพบเจอ หากใครเป็นผู้ขายประกัน ก็จะไม่มีใครอยากพบปะเพราะกังวลเรื่องการถูกชักชวนให้ทำประกัน แต่ตอนนี้แตกต่างกันออกไปเพราะทุกคนสนใจทำประกันมากขึ้นพร้อมทั้งศึกษา ข้อมูล ผลตอบแทน การครอบคลุมการทำงานของประกันด้วยตนเอง เพราะสนใจในการดูแลสุชภาพกันอย่างมาก”

การทำประกันเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย เราเสียค่าประกันแต่รู้ไหมว่า สามารถลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวกับประกันได้ แล้วประกันแบบไหนหล่ะ เรามายกตัวอย่างกันเลย ดังนี้

ประกันแบบไหนที่ลดหย่อนภาษีได้นะ!!

 “ประกันชีวิต”

เราสามารถใช้ค่าเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป ไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงได้เลย

เพียงแต่จำกัดไม่เกิน 100,000 บาท (รวมถึงเงินฝากแบบมีประกันชีวิตด้วย)

เงื่อนไขในการรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี

  • กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
  • ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย
  • ถ้ามีการจ่ายเงินคืน หรือได้รับเงินปันผลตอบแทน จะต้องได้รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี (หรือได้เงินคืนไม่เกิน 20% กรณีที่ได้เงินคืนตามระยะช่วงเวลา)
  • ต้องมีการแจ้งไปยังบริษัทประกันชีวิตว่า ต้องการนำเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

 “ประกันสุขภาพ”

ถ้าตัดสินใจเลือกซื้อประกันสุขภาพให้กับตัวเอง ก็จะสามารถใช้ค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่าย ไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงได้เลย เพียงแต่จำกัดไม่เกิน 25,000 บาท แต่ทั้งนี้ ถ้ารวมเอาค่าเบี้ย ประกันชีวิตทั่วไป + เงินฝากแบบมีประกันชีวิต + ประกันสุขภาพ ทั้งหมดที่สามารถลดหย่อนภาษีได้นั้น จะต้องมีจำนวนเงินรวมทั้งหมด ไม่เกิน 100,000 บาท

เงื่อนไขในการรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี

  • ต้องทำประกันกับบริษัทประกันในประเทศไทย
  • เป็นกรมธรรมที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล อันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพ และการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  • เป็นกรมธรรม์การประกันอุบัติเหตุ เฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  • เป็นกรมธรรม์การประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical illnesses)
  • เป็นกรมธรรม์การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long term care)
  • ต้องมีการแจ้งไปยังบริษัทประกัน ว่าต้องการนำเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่าย ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย

 “ประกันบำนาญ”

สำหรับประกันชีวิตแบบบำนาญนั้น จะมีความแตกต่างจากประกันชีวิตแบบปกตินิดหน่อย นั่นก็คือ เราสามารถเอาเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาท ต่อปี

เงื่อนไขในการรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี

  • กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
  • ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย
  • ต้องเป็นกรมธรรมที่จ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องเป็นกรมธรรม์ที่กำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ ในช่วงที่เรามีอายุตั้งแต่ 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น
  • ต้องเป็นการจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนที่เราจะได้รับเงินผลประโยชน์
  • ต้องมีการแจ้งไปยังบริษัทประกันชีวิตว่า ต้องการนำเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ

5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ

5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ

“ใครอยากเป็นผู้ประกอบการยกมือขึ้น งั้นพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรรู้เกี่ยวกับบัญชีมีอะไรบ้างหล่ะ !! อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หมวดหมู่ต้นๆที่ต้องนึกถึงในการหาความรู้คงหนีไม่พ้น ภาษี และ บัญชีนี่เอง งั้นเรามาดูกันเลย 5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ”

5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ”

1.การจดทะเบียนธุรกิจ

ขั้นตอนแรก ควรศึกษาธุรกิจของตนเอง ว่า ควรจดในธุรกิจแบบไหน ถึงจะเหมาะสมกับตนเอง เช่น

– ห้างหุ้นส่วน  (Partnership) ที่มีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ทำงานร่วมกัน

-บริษัทจำกัด ที่มีบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ร่วมกันทำธุรกิจ

-บริษัทมหาชน จำกัด ที่มีจำนวนผู้ถือหุ้น 15 คนขึ้นไป ใช้เงินทุนลงทุนสูง และทำงานร่วมกันหลายคน

2. เปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ

ผู้ประกอบการจำเป็นอย่างมากที่ต้องแยกบัญชีการเงินของส่วนตัวและของธุรกิจออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อตรวจสอบและแบ่งแยกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนและเป็นระบบ  รวมถึงเป็นการวางแผนการรับชำระเงิน และจ่ายชำระเงิน ของบริษัทว่าจะผ่านช่องทางใด ให้ถูกต้องเหมาะสม และเป็นการควบคุมและตรวจสอบการรั่วไหล ของเงินได้อีกอย่างหนึ่งด้วย

3. เรียนรู้ทำความเข้าใจการจัดทำบันทึกบัญชีและภาษีอย่างถูกต้อง

เพื่อบันทึกบัญชี และที่มาของรายการค้า ตั้งแต่รายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการจะมีการให้มีผู้ทำบัญชี ประจำสำนักงาน หรือ จะจ้างสำนักงานบัญชีมืออาชีพ ก็ได้ เพื่อบันทึกรายการให้ถูกต้อง ตามจริงสามารถสะท้อนผลการ ดำเนินงานอย่างแท้จริงได้ และนำไปใช้วางแผนตัดสินใจทางธุรกิจ รวมทั้งนำไปใช้สำหรับการคำนวณและจ่ายภาษี ได้อย่างเข้าใจถูกต้อง

4. การตรวจติดตามค่าใช้จ่ายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ในฐานะผู้ประกอบการ ควรหมั่น ตรวจติดตามรายได้และค่าใช้จ่ายทางธุรกิจทั้งหมด เช่น บัญชีเงินฝากธนาคาร, ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินจากจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ค่าสาธารณูปโภค อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ ,ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง, วัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น เพื่อนำมาวางแผนงบประมาณ รายรับรายจ่าย เทียบกับรายรับรายจ่ายจริง ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สามารถวางแผนธุรกิจในระยะสั้น ระยะยาว ได้อย่างยั่งยืน มั่นคงมากขึ้น

5. ทำความเข้าใจรายงานการเงิน เพื่อทราบสุขภาพทางการเงินของตนเอง 

บริหารจัดการด้านภาษี และวางแผนการเติบโต ในอนาคต

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี