บริษัทฯ ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งจะต้องรับผิดอะไรบ้าง ?

บริษัทฯ ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งจะต้องรับผิดอะไรบ้าง ?

บริษัทฯ ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งจะต้องรับผิดอะไรบ้าง ?

คำถาม

บริษัทฯ ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งจะต้องรับผิดอะไรบ้าง ?

คำตอบ

ความรับผิดมีดังนี้

1. รับผิดในจำนวนภาษีที่ต้องหักนำส่ง

2. รับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยคำนวณจากจำนวนภาษีที่ต้องนำส่งตาม

3. หากไม่ได้ยื่นแบบนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้เลย ไม่ใช่ยื่นไว้ไม่ครบถ้วนต้องเสียค่าปรับทางอาญาอีกส่วนหนึ่ง

ความรับผิดของผู้จ่ายเงินได้ เมื่อมิได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ความรับผิดของผู้จ่ายเงินได้ เมื่อมิได้หักภาษี ณ ที่จ่าย

การหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าอย่างหนึ่ง โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีจากเงินที่ตนจ่ายให้แก่ผู้รับทุกคราวที่มีการจ่ายเงินได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด แล้วจึงนำเงินนั้นส่งรัฐ เงินภาษีที่ได้หักและนำส่งถือเป็นเครดิตภาษีที่ผู้มีเงินได้สามารถนำไปใช้เมื่อถึงกำหนดเวลายื่นรายการเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีกลางปีหรือสิ้นปีมีผลเท่ากับว่าเสียล่วงหน้าไปแล้ว ก็มีสิทธินำมาเครดิตทันทีเพื่อยื่นรายการ และถ้าปรากฏว่าภาษีที่หักไว้สูงกว่าภาษีที่ต้องชำระเมื่อยื่นรายการ ผู้มีเงินได้มีสิทธิขอคืน แต่ถ้าภาษีที่หักไว้ต่ำกว่าภาษีที่ต้องชำระก็ต้องชำระภาษีเพิ่มเติม นอกจากนี้ การหักภาษี ณ ที่จ่าย ยังทำให้เกิดสิทธิที่จะไม่ต้องยื่นเสียภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี เช่น กรณีดอกเบี้ย เงินปันผล และเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในบางกรณี เป็นต้น

———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

ถามตอบปัญหาบัญชี

ถามตอบปัญหาบัญชี

ค่าพาหนะที่บริษัทเหมาจ่ายให้แก่วิทยากรที่เดินทางมาบรรยายให้แก่พนักงานของบริษัทเป็นครั้งคราว จะได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่??

 

 

ถามตอบปัญหาบัญชี

คำถาม

ค่าพาหนะที่บริษัทเหมาจ่ายให้แก่วิทยากรที่เดินทางมาบรรยายให้แก่พนักงานของบริษัทเป็นครั้งคราว จะได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่?

คำตอบ

ไม่ได้รับยกเว้น เนื่องจากจ่ายเป็นการเหมา จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา 42   เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
(1) ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะ ในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.59/2538 )
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )

(2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

(3) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง เฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมดโดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิม และในการเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวัน นับแต่วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับปีภาษี 2503 เป็นต้นไป )

(4) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่า นายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงินเต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัสส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(5) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า สำหรับข้าราชการสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ

(6) เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์ หรือแสตมป์ไปรษณียากรของรัฐบาล

(7) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ หรือค่าสอน ค่าสอบที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

(ก) ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก
(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์
(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 7พ.ย. 2534 เป็นต้นไป )
ดูพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 301) พ.ศ. 2539 )
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 55) )
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 64) )

(9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป หรือแพ   ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525 ใช้บังคับ 27 ก.พ. 2525 เป็นต้นไป )

“(10) เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก”

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558)

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล รางวัลที่ทางราชการจ่ายให้ในการประกวดหรือแข่งขัน ซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพในการประกวดหรือแข่งขัน หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปรามการกระทำความผิด

(พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับสำหรับปีภาษี 2503 เป็นต้นไป)

(12) บำนาญพิเศษ บำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอด หรือบำเหน็จตกทอด

(13) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัย หรือการฌาปนกิจสงเคราะห์

(14) เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม

( ยกเลิกโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2557 ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2557 )

(15) เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าว อันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือครอบครัวได้ทำเอง   ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2505 เป็นต้นไป )

(16) เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดก ซึ่งต้องเสียภาษีตามความในมาตรา 57 ทวิ

(17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2496 เป็นต้นไป )
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) )
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 201 (พ.ศ. 2539) )
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 219 (พ.ศ. 2542) )
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 230 (พ.ศ. 2544) )
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 241 (พ.ศ. 2546) )
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 252 (พ.ศ. 2548) )
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 254 (พ.ศ. 2548) )

(18) รางวัลสลากบำรุงกาชาดไทย เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้อสลากบำรุงกาชาดไทย

( ประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 206) พ.ศ. 2515 )

(19) ดอกเบี้ยที่ได้รับตามมาตรา 4 ทศ

( ประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 206) พ.ศ. 2515 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2515 เป็นต้นไป )
ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) )
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.64/2539 )

(20) (ยกเลิกโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2525 มาตรา 5 ตั้งแต่ 28 ส.ค. 2525 เป็นต้นไป)
(21) (ยกเลิกโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ตั้งแต่ 7 พ.ย. 2534 เป็นต้นไป)
(22) (ยกเลิกโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 มาตรา 8 ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2529เป็นต้นไป)
(23) (ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป)
(24) (ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป)

(25) เงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2533 ใช้บังคับ 3 ก.ย. 2533 เป็นต้นไป )

“(26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้จากการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนั้น ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนตลอดปีภาษีนั้น”

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 43) พ.ศ. 2559 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป )

(27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น
(28) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรสเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินสิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น
(29) เงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาที่ผู้ให้แสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้ เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558)

———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

ข้อแตกต่างระหว่าง ภาษีการเงิน และ ภาษีอากร

ข้อแตกต่างระหว่าง ภาษีการเงิน และ ภาษีอากร

ข้อแตกต่างระหว่าง ภาษีการเงิน และ ภาษีอากร

 

หลักเกณฑ์ที่ต้องคำนึงในการคำนวณกำไรสุทธิทางบัญชีและทางภาษี

หลักบัญชี

กฎเกณฑ์หลัก
– แม่บทการบัญชี
กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
– มาตรฐานการบัญชีและการตีความมาตรฐานการบัญชีแต่ละเรื่อง
เกณฑ์ในการรับรู้อายได้และค่าใช้จ่าย
– เกณฑ์คงค้าง
เงื่อนไขหลัก
เป็นไปตามนิยามและการรับรู้ รายได้ ค่าใช้จ่ายตามแม่บทการบัญชีและมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง
รายได้ควรับรู้เมื่อ
มีความแน่นอนที่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์
หรือการลดลงของหนี้สิน และสามารถวัดค่าของประโยชน์
เชิงเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ
ค่าใช้จ่ายควรรับรู้เมื่อ
ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตลดลง เนื่องจากการลดลงของสินทรัพย์หรือการเพิ่มขึ้นของหนี้สิน และสามารถวัดค่าของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ ค่าใช้จ่ายให้รับรู้ในงบกำไรขาดทุน โดยใช้เกณฑ์ความเกี่ยวพันโดยตรงระหว่างต้นทุนที่เกิดขึ้นกับรายได้ที่ได้มาจากรายการเดียวกัน
เกณฑ์คงค้าง
รายการและเหตุการณ์ทางบัญชีจะรับรู้ เมื่อเกิดขึ้น มิใช่เมื่อมีการรับหรือจ่ายเงินสดหรือรายการเทียบเท่างินสด โดยรายการต่าง ๆ จะบันทึกบัญชีและแสดงในงบการเงินตามรอบระยะเวลาบัญชีที่เกี่ยวข้อง

หลักภาษี

กฎเภณฑ์หลัก
– ประมวลรัษฎากร
กฎภูเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
– พระราชกฤษฎีกา ประกาศ/คำสั่งกฎกระทรวง คำวินิจฉัยฯ คำพิพากษา
เกณฑ์ในการคำนาณรายได้และรายจ่าย
– เกณฑ์สิทธิ (หรือเกณฑ์เงินสดเฉพาะกรณีอนุญาต)
เงื่อนไขหลัก
เป็นไปตามประมวลวัษฎากร ในการคำนวณรายได้รายจ่ายตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 65 และเงื่อนไขในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ (1)-(14) มาตรา 65 ตรี (1)-(20) และ ทป.1/2528 รวมทั้งกฎและประกาศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เกณฑ์สิทธิ
เกณฑ์ที่ใช้การคำนวณรายได้และรายจ่ายเพื่อหากำไรสุทธิทางภาษี โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

วงจรบัญชี

วงจรบัญชี

วงจรบัญชี

 

“วงจรบัญชี (Account cycle) หมายถึง ลำดับขั้นตอนการทำบัญชี โดยเริ่มจากจดบันทึกรายการค้าต่างๆที่เกิดขึ้นลงในสมุดบัญชีขั้นต้น (สมุดรายวัน) จากนั้นแยกแยะบัญชีให้เป็นหมวดหมู่ต่างๆ และทำการปรับปรุงบัญชีในวันสิ้นงวด และทำการจัดทำงบทดลอง จากนั้นทำการปรับปรุงบัญชี เพื่อแสดงรายการทางการเงินได้ถูกต้องในงบการเงิน ตามรอบบัญชี เช่น 6 เดือนหรือ 1 ปี”

 

วงจรบัญชี ประกอบไปด้วย

1. การวิเคราะห์รายการค้า (Transaction Analysis)

ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกและเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากของวงจรบัญชี คือการวิเคราะห์รายการค้าที่เกิดขึ้นในกิจการว่ารายการค้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของของกิจการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

2. การบันทึกรายการลงในสมุดบัญชีขั้นต้น (สมุดรายวัน) (Journalizing Original Entries)

เมื่อเราวิเคราะห์รายการค้าได้แล้วว่ารายการค้าที่เกิดขึ้นนั้นทำให้สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรแล้ว หลังจากนั้นจึงนำผลการวิเคราะห์รายการค้ามาบันทึกลงในสมุดบัญชีขั้นต้น (สมุดรายวัน)

3. การผ่านรายการจากสมุดบัญชีขั้นต้น (สมุดรายวัน) ไปยังสมุดบัญชีขั้นปลาย (สมุดบัญชีแยกประเภท) (Posting)

เป็นการนำรายการค้าที่บันทึกไว้ในสมุดรายวันไปจำแนกแยกแยะบัญชีให้เป็นหมวดหมู่ในสมุดบัญชีแยกประเภทบัญชีต่าง ๆ

4. การปรับปรุงบัญชีในวันสิ้นงวด (Adjusting Entries)

เมื่อถึงวันสิ้นงวดบัญชีของกิจการ หากมีรายการค้าใดที่ได้บันทึกและผ่านรายการแล้วยังไม่ถูกต้อง เราจะต้องมาทำการปรับปรุงรายการ โดยบันทึกรายการปรับปรุงลงในสมุดรายวันเหมือนรายการค้าที่เกิดขึ้นใหม่แล้วผ่านรายการปรับปรุงไปยังสมุดบัญชีแยกประเภทเหมือนเดิม

5. การจัดทำงบการเงิน (Preparing Financial Statement)

หลังจากปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องนำยอดคงเหลือที่ถูกต้องของบัญชีต่าง ๆ มาจัดทำงบการเงิน ซึ่งได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบกำไรสะสม และงบดุล

6. การปิดบัญชี (Closing Entries)

หลังจากที่ปรับปรุงรายการ และจัดทำงบการเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องทำการปิดบัญชีต่าง ๆ ที่จะต้องปิดบัญชีในแต่งวดบัญชีในสมุดรายวัน และผ่านรายการไปยังสมุดบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง สำหรับบัญชีที่ไม่ได้ปิด ก็จำทำการยกยอดบัญชีนั้นไปในงวดบัญชีใหม่ต่อไป

———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

การจำหน่ายหนี้สูญ

การจำหน่ายหนี้สูญ

การจำหน่ายหนี้สูญ

    “หนี้สูญ (Bad Deb) หมายถึง ลูกหนี้ที่ติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้เหล่านี้ และได้ตัดจำหน่ายออกจากบัญชี”

การจำหน่ายหนี้สูญ

การจำหน่ายหนี้สูญ แบ่งได้ 3 กรณี

1.กรณีที่ 1 ลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 200,000บาท

1.1 มีการทวงถามหนี้โดยทำเป็นหนังสือทวงถามหนี้ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และยังไม่ได้รับชำระหนี้

1.2 มีหลักฐานการคำนวนค่าใช้จ่ายในการฟ้องที่แสดงว่าไม่คุ้มกับยอดหนี้ที่ได้รับชำระ

2. กรณีที่ 2 ลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนเกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท

2.1 ติดตามทวงถามโดยมีหลักฐานและปรากฏลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เพราะ

  • ลูกหนี้เสียชีวิต , หายสาบสูญ และ ไม่มีทรัพย์สินในการชำระหนี้
  • ลูกหนี้เลิกกิจการและมีเจ้าหนี้รายอื่นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกค้าทั้งหมด อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

2.2 ต้องมีการฟ้องศาล

  • กรณีมีการฟ้องร้องศาล

บริษัทจะตัดหนี้สูญได้เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องนั้นแล้วและศาลมีคำสั่งรับคำขอรับขำระหนี้นั้นแล้ว

  • กรณีลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลาย

บริษัทจะตัดหนี้สูญได้เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องนั้นแล้วหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องหรือในคดีที่ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลมีคำสั่งรับคำขอรับขำระหนี้นั้นแล้ว 

3. กรณีที่ 3 ลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนเกิน 2,000,000 บาท

3.1 ติดตามทวงถามโดยมีหลักฐานอย่างชัดเจนและปรากฏลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เพราะ

  • ลูกหนี้เสียชีวิต , หายสาบสูญ และ ไม่มีทรัพย์สินในการชำระหนี้
  • ลูกหนี้เลิกกิจการและมีเจ้าหนี้รายอื่นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกค้าทั้งหมด อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

3.2 ต้องมีการฟ้องศาล

  • กรณีมีการฟ้องร้องศาล

บริษัทจะตัดหนี้สูญได้เมื่อดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่งและในกรณีนั้นๆ ได้มีคำบังคับหรือคำสั่งของศาลแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้

  • กรณีลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลาย

บริษัทจะตัดหนี้สูญได้เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้นั้นหรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกแล้ว

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี