3 วิธีการประหยัดภาษีแบบผิด ๆ

3 วิธีการประหยัดภาษีแบบผิด ๆ

3 วิธีการประหยัดภาษีแบบผิด ๆ

” ภาษี เปิดมาคำแรก ก็คงเป็นสิ่งที่ปวดหัวของใครหลายๆคน ทั้งอยากจะทำให้ตัวเลขของมัน น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การที่จะทำนั้นก็ยากเย็นและมีเงื่อนไขที่เราต้องทำตามอีกด้วย แต่ถ้าหากหลายคนประหยักภาษีจนเข้าข่ายในการทำผิดโดยไม่รู้ตัว หรือ อาจจะทำไปเพียงเพราะเห็นว่ามันลดค่าใช้จ่ายได้แบบเห็นได้ชัด บอกเลยว่า ‘ต้องหยุดทำ ‘ “

งั้นวันนี้เราจะยกตัวอย่างการทำผิดแบบชัดเจนเห็นได้ชัดกันหน่อยดีกว่า โดยแยกออกเป็น 3 วิธีดังนี้

1. ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย

วิธีนี้เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ เพียงแค่ไม่ต้องจ่ายก็จบแบบง่าย ๆ  แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ ถ้าหากเราโดนจับได้ขึ้นมา แปลว่าเรากำลังทำผิดกฎหมายอยู่ ซึ่งมีผลทำให้เราอาจจะต้องเสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับ (ค่าปรับ) และเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) สูงถึง 4 เท่าของภาษีที่เราต้องจ่ายกันเลยทีเดียว
บางคนอาจจะบอกว่า ไม่อยากจ่ายภาษี เพราะกลัวว่าภาษีที่จ่ายไปจะไม่ถูกใช้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าตัวเราเองยังทำผิดกฎหมายไปด้วย แบบนี้ก็คงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่

2. กระจายรายได้แบบผิด ๆ

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน แต่ขอบอกเลยครับว่าวิธีนี้เป็นที่ฮอตฮิตมาก ๆ สำหรับการประหยัดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลยทีเดียว วิธีการก็ไม่มีอะไรยาก แค่ไปหาชื่อคนอื่นมารับรายได้แทนเราเพื่อทำให้เราเสียภาษีน้อยลง เพราะอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบก้าวหน้า (ยิ่งมีรายได้มากยิ่งเสียในอัตราที่สูงขึ้น) ดังนั้นเมื่อแบ่งกระจายกันไปให้ทั่ว ๆ กัน ก็ย่อมเสียภาษีน้อยลงเป็นธรรมดา แต่ปัญหายังไม่จบ เพราะเราอาจเจอเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

ต้องเสียเพิ่ม : คนที่เราแบ่งรายได้ให้ไปนั้นอาจจะมีรายได้อยู่แล้ว อาจจะเป็นว่าต้องเสียภาษีแพงกว่าเดิมก็ได้ แบบนี้ก็คงเป็นปัญหาชีวิตที่วุ่นวายทางหนึ่ง หรือ

โดนจับได้ : ถูกสรรพากรตรวจสอบได้ว่าเป็นการกระจายรายได้เพื่อเลี่ยงภาษี ซึ่งผิดกฎหมาย เพราะผู้ที่มีรายได้จริง ๆ คือเรา แบบนี้ก็อาจจะทำให้เราต้องเสียภาษีเพิ่มในส่วนที่ขาดไปพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ถ้าอยากจะกระจายรายได้ สิ่งหนึ่งที่ต้องวางแผนให้ชัดเจนและถูกต้อง คือ ตัวผู้มีรายได้เองต้องเป็นคนที่ดำเนินกิจการ รับงานจ้าง หรือทำธุรกิจนั้น ๆ จริง ๆ เพื่อให้มีรายได้ และนั่นคือสิ่งถูกต้องที่เราควรทำ

3. สร้างหลักฐานเท็จ

หลบเลี่ยงรายได้ สร้างค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อให้เสียภาษีน้อยลง โดยวิธีการสร้างหลักฐานเท็จเพื่อประหยัดภาษีนั้นถือว่าผิดกฎหมายเช่นเดียวกันครับ เพราะการหลบเลี่ยงรายได้ หรือสร้างเอกสารค่าใช้จ่ายปลอมนั้น มีความสุ่มเสี่ยงที่จะโดนตรวจสอบภาษี และถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าผิดจริง แบบนี้รับรองครับว่า พี่สรรพากรตามติดไม่มีปล่อยไปอีกนานแน่ ๆ ดังนั้นทางที่ดีอย่างคิดลองดีกว่า
สุดท้ายแล้ว…การวางแผนและใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อประหยัดภาษีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลย ถ้าหากเราได้พิจารณาถึงหลักความเป็นจริงของกฎหมาย ประกอบกับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าเราเลือกใช้วิธีแบบผิด ๆ เพื่อประหยัดภาษีในวันนี้ สิ่งที่เราทำอาจจะกลับมาเล่นงานเราให้เสียภาษีมากขึ้นในอนาคตก็ได้ เมื่อถึงวันนั้นขึ้นมาจริง ๆ เราคงต้องมาเสียใจที่ไม่ทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก และมันคงกลับไปแก้อะไรไม่ทันแล้ว
———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

ภาษีกับคู่สมรส เกี่ยวข้องกันอย่างไรนะ

ภาษีกับคู่สมรส เกี่ยวข้องกันอย่างไรนะ

ภาษีกับคู่สมรส เกี่ยวข้องกันอย่างไรนะ

“การแต่งงาน จนกลายเป็นคู่สมรสไม่ได้จบแค่ที่งานแต่ง จริงๆแล้วแค่เริ่มต้นเท่านั้น หลังจากที่เปลี่ยนสถานภาพต่างหาก ที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้น รวมถึงเรื่องภาษีที่จะเข้ามาในบทบาทของคู่สมรสอีกด้วย งั้นมาดูกันเลยดีกว่า”

กล่าวถึงคู่สมรส ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย การยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การคำนวณค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนคิดคำนวณภาษีอย่างไร ประมวลรัษฎากรได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคู่สมรสไว้หลายมาตรา ทั้งกรณีของคู่สมรสที่มีเงินได้และคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ สรุปได้ ดังนี้

  • คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงที่ไม่มีเงินได้ การคิดคำนวณเพื่อยื่นแบบเสียภาษีไม่ยุ่งยากเท่าใด มีเพียงค่าลดหย่อนเท่านั้น คู่สมรสที่มีเงินได้สามารถนำคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้มาหักค่าลดหย่อนได้ 3 หมื่น บาท ไม่ว่าคู่สมรสนั้นจะอยู่ครบตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม เช่น จดทะเบียนสมรสระหว่างปี หย่าระหว่างปี ตายระหว่างปี แต่ถ้าคู่สมรสที่มีเงินได้นั้นอยู่ในประเทศไทยไม่ครบ 180 วัน จะใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้เฉพาะคู่สมรสที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ถ้าคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้อยู่ต่างประเทศ ก็จะไม่สามารถนำมาหักค่าลดหย่อนได้

 

  • คู่สมรสที่มีเงินได้ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ประมวลรัษฎากรจะกำหนดเงื่อนไขแตกต่างจากคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ทั้งเรื่องของการหักค่าลดหย่อน ค่าใช้จ่ายของเงินที่หามาได้ การนำเงินได้ไปยื่นรวมคำนวณกับสามีที่มีเงินได้ การยื่นแบบเสียภาษี ดังนี้

          เงินได้ของภรรยา กฎหมายกำหนดให้เงินได้ของภรรยาต้อง นำไปรวมคำนวณกับสามีที่มีเงินได้ เว้นแต่เงินได้ประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง ภรรยาสามารถแยกยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ด้วยแบบ ภ.ง.ด. 91 แยกต่างหากจากสามีได้ แต่ถ้าเป็นเงินได้ประเภทอื่นๆ กฎหมายบังคับให้นำไปยื่นรวมคำนวณกับสามีที่มีเงินได้ ไม่สามารถนำมาแยกคำนวณภาษีได้

 

  • ค่าลดหย่อน คู่สมรสที่มีเงินได้ถือว่าเป็นผู้มีเงินได้จะใช้สิทธิ หักค่าลดหย่อนตนเองได้ หมื่นบาท สำหรับค่าลดหย่อนอื่นๆ ก็เป็นสิทธิเช่นเดียวกับผู้มีเงินได้ทั่วไป

 

  • ค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมิน ตามปกติการหักค่าใช้จ่าย คู่สมรสที่มีเงินได้ก็สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามปกติ ต่างฝ่ายต่างหักว่างั้นเถอะ แต่จะมีกรณีของภรรยาที่มีเงินได้ประเภทเงินเดือนค่าจ้าง และมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร เช่น ค่านายหน้า การรับทำงานให้ เป็นต้น

          การหักค่าใช้จ่ายของภรรยาจะต้องนำเงินเดือนค่าจ้างรวมกับค่านายหน้า แล้วหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 40 ของเงินได้พึงประเมิน รวมแล้วไม่เกิน หมื่นบาท แต่กฎหมายได้กำหนดให้เงินได้ของภรรยาที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) – (8) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำไปยื่นรวมคำนวณกับสามีที่มีเงินได้ การหักค่าใช้จ่ายจะต้องหาสัดส่วนค่าใช้จ่ายของเงินเดือนค่าจ้างและค่านายหน้า เพื่อนำไปคำนวณในแบบแสดงรายการภาษี

 

  • การยื่นแบบเสียภาษี ถ้าคู่สมรสมีเงินได้ทั้ง 2 ฝ่าย การยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) – (8) แห่งประมวลรัษฎากร ต่างฝ่ายต่างยื่นแบบเสียภาษีของตนเอง แต่การยื่นเสียภาษีเงินได้ประจำปีภาษี (ภ.ง.ด. 90) เงินได้พึงประเมินของภรรยาจะต้องนำไปยื่นรวมคำนวณกับสามี พูดง่ายๆ ว่ายื่นแบบเสียภาษีในนามสามี โดยที่สามีสามารถนำภาษีเงินได้ครึ่งปีของภรรยาที่ชำระแล้วมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้ แต่ถ้าสามีภรรยานั้นอยู่ไม่ครบตลอดปีภาษีนั้น การยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 จะต้องยื่นในนามของภรรยา ในกรณีที่ภรรยาเป็นผู้มีเงินได้ฝ่ายเดียว โดยที่สามีไม่มีเงินได้พึงประเมิน การยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ครึ่งปีหรือประจำปีภาษี ให้ยื่นเสียแบบเสียภาษีในนามของภรรยา
———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

บริจาคอย่างไร ไม่เสีย VAT??

บริจาคอย่างไร ไม่เสีย VAT??

บริจาคอย่างไร ไม่เสีย VAT??

 

“ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจัดเก็บจากกิจกรรมขายสินค้า และกฎหมายก็กำหนดให้ทรัพย์สินทุกอย่างไม่ว่าจะมีไว้เพื่อการใด ถือเป็น “สินค้า” (มาตรา 77/1(9) แห่งมาตราประมวลรัษฎากร) และการ “ขาย” ก็คือ การจำหน่าย จ่าย โอน สินค้า มาตรา 77/(8) แห่งแห่งมาตราประมวลรัษฎากร) ดังนั้น การบริจาคซึ่งเป็นการโอนอย่างหนึ่ง จึงถือเป็นการขาย ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม”

บริจาค “อะไร” จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คำตอบก็คือบริจาค “สินค้า” เช่นคอมพิวเตอร์ รถยนต์ เสื้อผ้า อาหาร ฯลฯ ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากถือเป็นการขายสินค้าอย่างหนึ่ง

ต่อมาคือบริจาค “อย่างไร” จึงจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คำตอบคือ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (หมายถึงบุคคลที่ขายสินค้าให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ)เป็นผู้บริจาคสินค้า จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม  เพราะฉะนั้นหากไม่ได้เป็นผู้ประกอบพิจารณาขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ก็จะไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ถึงแม้ว่าเป็นผู้ประกอบการในระบบกฎหมายก็ได้กำหนดทางเลือกในการบริจาคสินค้าแล้วไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 กรณี คือ

กรณีที่ ผู้ประกอบการบริจาคสินค้าแล้วจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อบริจาคให้แก่

(ก) สถานพยาบาลของทางราชการ
(ข) สถานศึกษาของทางราชการ
(ค) องค์การหรือสถานสาธารณกุศลสถานพยาบาล และสถานศึกษาอื่นนอกจาก (ข)

ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดฯ สามารถดูรายชื่อได้ตามประกาศกระทรวงการคลังฯ ซึ่งเป็นรายชื่อองค์กรเช่นเดียวกับที่บุคคลธรรมดาได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ (มาตรา 3(4) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239 ) พ.ศ.2534)

กรณีที่ ผู้ประกอบการบริจาคสินค้าแล้วไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าที่บริจาคมารวมประมูลค่าของฐานภาษี (ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเสีย) ได้แก่

(ก) การบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนให้แก่ส่วนราชการตามโครงการของทางราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติลักษณะทำนองเดียวกัน
(ข) การบริจาคทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนบริจาคให้แก่ส่วนราชการตามโครงการของทางราชการ เพื่อให้แก่สถานศึกษาของทางราชการ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันศึกษาเอกชน หรือสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน (ข้อ 2(19)(20) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับ40)ฯ)

———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับภาษีซื้อ

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับภาษีซื้อ

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับภาษีซื้อ

” ภาษีซื้อคืออะไร วันนี้เรามาไขข้อสงสัยพร้อมทั้งให้หลักเกณฑ์การเฉลี่ยซื้อ เมื่อใดที่กิจการต้องมีการเฉลี่ยภาษี และหลักเกณฑ์ในการเฉลี่ยภาษีซื้อนั้นมีอะไรบ้าง มาอ่านบทความนี้กันได้เลย “

ภาษีซื้อคืออะไร ?

“ภาษีซื้อ” หมายถึง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา 82/4 วรรคสี่

หลักเกณฑ์ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ

เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (NON VAT) ภาษีซื้อที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเกิดจากกิจการประเภทใด ต้องนำมาเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ หลักเกณฑ์ในการเฉลี่ยภาษีซื้อมีดังต่อไปนี้

 

3.1  ปีแรกที่เริ่มมีรายได้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน

  1. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเริ่มประกอบกิจการ หรือได้ประกอบกิจการมาแล้วแต่ยังไม่มีรายได้ ให้ประมาณการรายได้ของกิจการทั้ง 2 ประเภทของปีที่เริ่มมีรายได้

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการรายได้ดังกล่าว และให้นำภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามส่วนของประมาณการรายได้ของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขาย แต่ภาษีซื้อดังกล่าวจะต้องมีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของภาษีซื้อที่นำมาเฉลี่ย

สำหรับในปีถัดจากปีที่เริ่มประกอบกิจการและยังไม่มีรายได้ถึงสิ้นปีของปีที่เริ่มมีรายได้ ให้เฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของประมาณการรายได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว

เมื่อสิ้นปีที่เริ่มมีรายได้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณภาษีซื้อที่หักได้จริงตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้ปรับปรุงภาษีซื้อที่ได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วตามหลักเกณฑ์ตาม (2)

ปีที่เริ่มมีรายได้ให้หมายถึง ปีแรกที่มีรายได้เกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า 6 เดือนภาษี

 

  1. การปรับปรุงภาษีซื้อตาม (1) ให้กระทำในเดือนภาษีถัดจากเดือนภาษีสุดท้ายของปีที่เริ่มมีรายได้ โดยให้ปรับปรุงตั้งแต่เดือนภาษีแรกที่ได้มีการเฉลี่ยภาษีซื้อถึงเดือนภาษีสุดท้ายของปีที่เริ่มมีรายได้ ดังนี้

(ก) ในกรณีภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้และได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้ว มีจำนวนเกินกว่าภาษีซื้อที่หักได้จริง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนชำระภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มอีกหนึ่งฉบับ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษีที่มีการปรับปรุงภาษีซื้อและให้นำภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นซึ่งยังมิได้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการ ไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการในปีที่เกี่ยวข้อง

(ข) ในกรณีภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้และได้นำมาหักออกจากภาษีขายแล้วมีจำนวนน้อยกว่าภาษีซื้อที่หักได้จริง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำร้องขอคืนภาษีซื้อส่วนที่ขาดนั้น ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด และให้นำภาษีซื้อส่วนที่ขาด ซึ่งได้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการแล้วไปหักออกจากมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการในปีที่เกี่ยวข้อง

(ค) การปรับปรุงภาษีซื้อตามข้อนี้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

 

3.2 ปีถัดจากปีที่เริ่มมีรายได้เป็นต้นไป

สำหรับปีถัดจากปีที่เริ่มมีรายได้เป็นต้นไป ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของ     ปีที่ผ่านมาโดยไม่ต้องปรับปรุงภาษีซื้ออีก และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประสงค์จะปรับปรุงภาษีซื้อให้เป็นไปตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงทั้งปีของกิจการทั้งสองประเภทก็ให้กระทำได้ ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์ตามข้อ 3.1 (2) มาใช้บังคับโดยอนุโลมและเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้   (รายได้ของปีที่ผ่านมา  หมายถึง รายได้ของปีก่อนปีปัจจุบัน 1 ปี)

 

———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

ค่าปรึกษา เป็นเงินพึงได้ประเภทอะไร?

ค่าปรึกษา เป็นเงินพึงได้ประเภทอะไร?

ค่าปรึกษา เป็นเงินพึงได้ประเภทอะไร?

ค่าปรึกษา เป็นเงินพึงได้ประเภทอะไร?

ตอบ – หากเป็นการให้คำปรึกษาทั่วไปเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แต่หากเป็นการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย บัญชี เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6)

ประเมินตาม มาตรา 40 (2) คือ

เงินได้ตามมาตรา 40 (2) ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือ ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม
ค่านายหน้าค่าส่วนลดเงินอุดหนุนในงานที่ทำเบี้ยประชุม บำเหน็จโบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู่จ่ายเงินได้ ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้ มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้ เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าทีหรือตำแหน่งงานหรืองานที  รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

ประเมินตาม มาตรา 40 (6) คือ

เงินได้พึงประเมินในรูปของค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพอิสระ ที่มีจำนวนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณหรือความยากง่าย มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ทั้งนี้ วิชาชีพอิสระมีความคล้ายอาชีพฟรีแลนซ์ ที่มีความเป็นอิสระไม่ขึ้นกับบริษัท แต่จะต้องเป็นอาชีพที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง และถูกกำหนดไว้ในกฎหมายซึ่งได้แก่

  • แพทย์และพยาบาลประกอบโรคศิลปะ เช่น กลุ่มเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม เภสัชกรรม การพยาบาล การผดุงครรภ์ กายภาพบำบัด เทคนิคการแพทย์
  • ประณีตศิลป์ เช่น งานวาด งานหล่อ งานปั้น
  • สถาปนิก เช่น งานออกแบบ
  • วิศวกร เช่น งานออกแบบ
  • นักบัญชี เช่น ทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี โดยบริษัทจำนวนมาก ต้องให้นักบัญชีช่วยทำบัญชี ตรวจสอบบัญชีให้ เพื่อรายละเอียดที่ถูกต้องก่อนยื่นส่งสรรพากร
  • ทนายความ เช่น ที่ปรึกษา ว่าความ

หรือวิชาชีพอิสระอื่นๆ ตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร

———————————————————————–
❤️#ยินดีให้คำปรึกษา❤
“จบทุกปัญหาเพียงแค่ปรึกษาเรา”
✅สะดวก ✅รวดเร็ว ✅ถูกต้อง ✅ครบถ้วน ✅ประหยัด ✅มั่นใจในองค์กรของเรา….
❤️สามารถติดต่อขอรายละเอียดและสอบถามข้อมูลต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว
👉🏻โดย เพิ่มไลน์แอด Line@ : @chonlatee
หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ https://lin.ee/qMIpQ8m
📞โทร : 0836225555
รับจดทะเบียนบริษัท By ชลธี

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี