ใบกำกับภาษีคืออะไร? ( Tax invoice )

ใบกำกับภาษีคืออะไร? ( Tax invoice )

ใบกำกับภาษีคืออะไร? ( Tax invoice )

“ใบกำกับภาษีเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราอย่างมาก ต่อให้ไม่ได้สนใจเรื่องภาษีหรือแม้แต่การทำบริษัท ใบกำกับภาษีก็จะอยู่วนอยู่รอบตัวคุณเสมอ เพราะไม่ว่าคุณจะซื้อสินค้าหรือใช้บริการอะไรในชีวิตประจำวัน ใบกำกับภาษีก็จะมีบทบาทในชีวิตคุณไม่มากก็น้อย”

ไม่ว่าคุณจะช้อปปิ้ง จ่ายค่าบริการประจำวัน หรือแม้กระทั่งการเข้าไปใช้บริการในร้านอาหารก็ล้วนแต่ได้เอกสาร กลับมาหลังจากชำระเงิน แล้วเอกสารพวกนี้มีประโยชน์ยังไง ไม่เคยได้ใช้แล้วทำไมถึงได้ในทุกๆครั้งที่ชำระเงิน เกี่ยวอะไรกับใบกำกับภาษี

ใบกำกับภาษีคืออะไร? ( Tax invoice )

ใบก ากับภาษี (Tax Invoice) คือ เอกสารหลักฐานสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำและออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในแต่ละครั้ง

การออกใบกำกับภาษี

กรณีการขายสินค้า

ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าในทันทีที่มีการส่งมอบสินค้า เมื่อได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้กับผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือเมื่อได้รับชำระราคาสินค้าก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ แล้วแต่กรณี

กรณีการให้บริการ
ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการในทันทีที่ได้รับชำระค่าบริการ เมื่อได้มีการใช้บริการนั้นไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นก่อนได้รับชำระค่าบริการ แล้วแต่กรณี

ใบกำกับภาษีมีกี่รูปแบบ

มีอยู่ 2 ประเภทหลัก คือ

  • ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

  • ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ 
เป็นเอกสารหลักฐานการขายสินค้าหรือบริการที่ทางเจ้าของกิจการเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากลูกค้ารายย่อย 
ซึ่งผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้
ส่วนใหญ่จะเป็นขายสินค้าหรือบริการแก่ลูกค้าย่อยจำนวนมาก เป็นการขายสินค้าหรือบริการถึงลูกค้าโดยตรงลูกค้านำไปใช้เอง
มีบางธุรกิจที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้โดยที่ไม่ต้องขออนุมัติกับทางกรมสรรพากรเลย ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าแก่ลูกค้า
ที่นำไปบริโภคไม่ใช่นำไปขายต่อ เช่น ร้านยา ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ
ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยทั่วไป มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ
(เว้นแต่ ผู้ประกอบกิจการค้าปลีกซึ่งมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ)โดยใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. รายการคำว่า “ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี”

3. รายการ “ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ”

4. รายการ “หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขของเล่ม ถ้ามี”

5. รายการ “ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ”

6. รายการ “จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง”

7. รายการ “วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี”

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

 

รายจ่ายต้องห้ามคืออะไร?

รายจ่ายต้องห้ามคืออะไร?

รายจ่ายต้องห้ามคืออะไร?

“ประเด็นภายในอาชีพนักบัญชีนั้นมีมากมายเต็มไปหมด นักบัญชีกี่ปีก็ไม่พอจริงๆ วันนี้เลยมายกทริคที่ย่อยง่ายๆแต่ความรู้เต็มอิ่มแน่นอน แถมยังมีประโยชน์มากเลยที่เดียว โดยการเปลี่ยน “รายจ่ายต้องห้าม” ให้สามารถใช้เป็น ค่าใช้จ่ายที่สรรพากรยอมรับ มาแนะนำกัน”

 รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร? 

 “รายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของนิติบุคคล และได้มีการบันทึกบัญชีเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการ แต่ในทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ขอบเขตรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กำหนดไว้ตามประมวลรัษฎากร” หรือให้เข้าใจแบบง่าย รายจ่ายต้องห้าม คือ รายจ่ายที่สรรพากรกำหนดว่าไม่สามารถนำมาใช้เพื่อหักออกจากรายได้ในการคำนวณกำไรเพื่อเสียภาษีได้

ยกตัวอย่างรายจ่าย ดังนี้

– รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการส่วนตัว ไม่เป็นไปตามระเบียบของกิจการ
– รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง
– รายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ
– รายจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม รายจ่ายค่าปรับ ค่ารับรอง

 

ค่าใช้จ่ายส่วนที่นำใช้คำนวณเพื่อหักภาษีได้

1. ค่าศึกษา/อบรมพนักงาน  มีใบเสร็จรับเงินถูกต้องสมบูรณ์และจ่ายเพื่อพัฒนาองค์กร

รายจ่ายที่เกิดจากการที่กิจการได้จ่ายเพื่อส่งให้พนักงานเข้ารับการศึกษาหรืออบรม หากมีใบเสร็จรับเงินของสถานศึกษา หรือสถานฝึกอบรม รวมถึงพนักงานที่ฝึกอบรมต้องกลับมาทำงานเพื่อสร้างประโยชน์พัฒนาองค์กรต่อไป รายจ่ายลักษณะนี้ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม และยังนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่า

โดยการฝึกอบรมแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

1) In-house Training โดยบริษัทเป็นผู้จัดฝึกอบรมขึ้นเอง หรือจ้างบริษัทฝึกอบรมสัมมนาเข้ามาจัดฝึกอบรมให้

2) Public Training โดยส่งพนักงานไปรับการฝึกกับบริษัทฝึกอบรมสัมมนา สถานศึกษา หรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงาน (ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา)

หากรายจ่ายการส่งพนักงานเข้าฝึกอบรมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148) กิจการสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวไปใช้หักภาษีได้มากถึง 2 เท่า อย่างเช่นจ่ายค่าอบรม 10,000 บาท สามารถนำมาคำนวณหักภาษีได้ 20,000 บาท

2. ค่าสัมมนานอกสถานที่   บริษัทระบุกฎระเบียบชัดเจนใช้โดยทั่วไปและเพื่อพัฒนาองค์กร

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักรายจ่ายที่จ่ายสำหรับค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่กิจการจัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ เพื่อการอบรมสัมมนาภายในประเทศ เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

เงื่อนไขคือต้องมีระเบียบชัดเจน และพนักงานทุกคนมีสิทธิเข้าร่วม รวมถึงเสริมสร้างความรู้เพิ่มเติมของพนักงาน และเอื้อประโยชน์แก่การพัฒนาองค์กรของกิจการ สามารถนำมาเป็นหลักฐานเพื่อใช้หักภาษีได้ ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม

3.บริจาคให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีใบเสร็จรับเงินถูกต้องสมบูรณ์

รายจ่ายของกิจการในการบริจาคให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในนามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ให้แก่ กสศ. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566
และมีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องสมบูรณ์ จึงจะถือเป็นรายจ่ายที่สรรพากรยอมรับ สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ถึง 2 เท่าของรายจ่ายที่บริจาค ไม่ว่าจะบริจาคเป็นเงินหรือทรัพย์สิน

เงื่อนไขคือเมื่อรวมกับรายจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบ ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษา หรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

 

 

บุคคลที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง180 วัน ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?

บุคคลที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง180 วัน ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?

บุคคลที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง180 วัน ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?

 

“เคยสงสัยกันไหมว่า ชาวต่างชาติที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเรา ทั้งเป็นนักท่องเที่ยวชั่วคราว ท่องเที่ยวแรมปี แม้กระทั่งชาวต่างชาติที่ตัดสินใจอยู่ที่ประเทศไทยเลย เขาจะเสียภาษีกันบ้างไหม หรือ ไม่ได้เป็นประชากรประเทศเราเลยไม่ต้องจ่าย วันนี้เราหยิบประเด็นนี้มาตอบกันเลยดีกว่า ” 

ประเด็นแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่า ภายในประเทศมีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยใช้หลักแหล่ง เงินได้และหลักถิ่นที่อยู่ ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสรุปได้ดังนี้ หลักแหล่งเงินได้มาจาก 4 แหล่งใหญ่ คือ

1. เงินได้จากงานที่ทําในประเทศไทย

2. เงินได้จากกิจการที่ทําในประเทศไทย

3. เงินได้จากกิจการนายจ้างในไทย

4. เงินได้จากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

แล้วบุคคลที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง180 วัน ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?

หากชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในเมืองไทยไม่ถึง 180 วันในปีภาษีนั้น ไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าหากกรณีนี้เป็นเรื่องของเงินได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เช่น ค่าเช่า บ้าน เป็นต้น ดังนั้น บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติหากมีเงินได้จากแหล่งเงินได้ ผู้มีเงินได้นั้นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายใน หรือนอกประเทศ และจะได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม กฎหมายบังคับให้จัดเก็บภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดาสําหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นนั้น

 

เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อครบเงื่อนไข 3 ข้อ

1.ผู้มีเงินได้มีเงินได้จากงานที่ทําในต่างประเทศหรือจากกิจการที่ทําในต่างประเทศหรือจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ
2.ได้นําเงินได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้น
3.ผู้มีเงินได้นั้นอยู่อาศัยในประเทศไทยถึง 180 วัน

แล้วถ้าหากมีเงินได้ในประเทศไทยตาม 40 (1) ต้องเสียภาษีในประเทศไทยไหม?

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

ค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเงินได้ประเภทอะไร ?

ค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเงินได้ประเภทอะไร ?

ค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเงินได้ประเภทอะไร ?

“การบัญชีวิชาชีพบัญชี หมายความว่า วิชาชีพในด้านการทําบัญชี ด้านการสอบบัญชี ด้านการบัญชีบริหาร ด้านการวางระบบบัญชี ด้านการบัญชีภาษีอากร ด้านการศึกษาและเทคโนโลยีการบัญชี และ
บริการเกี่ยวกับการบัญชีด้านอื่น ตามที่กําหนดโดยกฎกระทรวง ควบคุมการประกอบวิชาชีพโดย
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 “

ค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเงินได้ประเภทอะไร ?

ค่าตรวจสอบบัญชี เป็นเงินได้ประเภทที่ 6

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 : มาตรา 40 (6) เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ คือ
วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพ
อิสระอื่น ซึ่งจะมีพระราชกฤษฎีกากําหนดชนิดไว้ การทํางานในวิชาชีพนี้จะมีพระราชบัญญัติ หรือกฎหมาย
เฉพาะควบคุมการทํางาน 
แต่ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ทํางานในฐานะลูกจ้าง เงินที่ได้รับก็จะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) 
แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นต้องระวังเรื่องความเป็นอิสระในการประกอบวิชาชีพ และการใช้ความรู้ทาง
วิชาชีพบัญชี เพื่อจะได้แยกเงินได้พึงประเมินได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างรายได้ค่าวิชาชีพนักทำบัญชี

  • ค่าทำบัญชี , ค่ารับรองบัญชี , ค่าปรึกษา , ค่าแรงอื่นๆ จากงานอิสระที่รับเป็น รายชั่วโมง รายวัน หรือรายครั้ง
  • ค่าตอบแทนจากการแต่งตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการ

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร

หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร

หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร?

“เด็ก Gen ใหม่ ล้วนแต่มีความฝันมีกิจการหรือเป็นเจ้าของกิจการกันมากมาย แต่ต้องยอมรับเลยว่า การจะเป็นเจ้าของกิจการนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาหาความรู้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว อีกทั้งการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในปัจจุบันอาจจะไม่ตอบโจทย์ Passion อันแรงกล้าของเด็ก Gen ใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ผลักดันตัวเองจนไปถึงขีดสุด”

หากเป็นแบบนั้นการเตรียมตัวและเตรียมการเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในกระบวนการจดจัดตั้งบริษัทจำกัด ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำในขั้นตอนของการจดทะเบียนบริษัท ได้แก่ หนังสือบริคณห์สนธิ

หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร ?

คือ เอกสารก่อตั้งบริษัทที่ผู้เริ่มก่อการร่วมกันจัดทำขึ้นตามข้อกำหนดของกฎหมายในการจัดตั้งบริษัทจำกัดเพื่อใช้แสดงเจตจำนงของบริษัทต่อบุคคลทั่วไป โดยเป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท อาทิ จุดประสงค์ในการจัดตั้งบริษัท รายชื่อผู้เริ่มก่อการ ที่อยู่ของบริษัท ทุนจดทะเบียน และข้อมูลด้านอื่น ๆ อีกมากมาย

ขอรับหนังสือบริคณห์สนธิ ได้ที่ไหน ?

ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะจดทะเบียนบริษัทสามารถจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิต่อนายทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่นายทะเบียนอนุญาตให้จองชื่อนิติบุคคล โดยสามารถดำเนินการได้ใน 2 ช่องทาง ได้แก่

สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานสาขาทุกแห่ง
เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th

หนังสือบริคณห์สนธิ สำคัญอย่างไร

เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจหรือการเปิดบริษัทเป็นที่ทราบกันดีกว่าเพื่อสร้างความไว้วางใจ รวมถึงเป็นการยกระดับให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือจะต้องมีการจดทะเบียนนิติบุคคล เช่นเดียวกับการยื่นหนังสือบริคณห์สนธินับว่าสำคัญไม่แพ้กันโดยสรุปความสำคัญได้ ดังนี้

  • หนังสือบริคณห์สนธิ เป็นเอกสารที่แสดงวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งบริษัท
  • เป็นเอกสารสำคัญที่มีความสำคัญในขั้นตอนของการจดทะเบียนบริษัทแบบธรรมดารวมถึงการจดผ่านระบบออนไลน์หรือกล่าวโดยง่ายคือเมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้วขั้นตอนต่อมาคือจะต้องยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ
  • หนังสือบริคณห์สนธิเป็นเอกสารสำคัญเพื่อยืนยันว่าคุณได้จดทะเบียนบริษัทอย่างสมบูรณ์แล้ว

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี