5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ

5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ

5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ

“ใครอยากเป็นผู้ประกอบการยกมือขึ้น งั้นพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรรู้เกี่ยวกับบัญชีมีอะไรบ้างหล่ะ !! อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หมวดหมู่ต้นๆที่ต้องนึกถึงในการหาความรู้คงหนีไม่พ้น ภาษี และ บัญชีนี่เอง งั้นเรามาดูกันเลย 5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ”

5 พื้นฐาน บัญชี ที่เราควรรู้!! สำหรับผู้ประกอบการ”

1.การจดทะเบียนธุรกิจ

ขั้นตอนแรก ควรศึกษาธุรกิจของตนเอง ว่า ควรจดในธุรกิจแบบไหน ถึงจะเหมาะสมกับตนเอง เช่น

– ห้างหุ้นส่วน  (Partnership) ที่มีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ทำงานร่วมกัน

-บริษัทจำกัด ที่มีบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ร่วมกันทำธุรกิจ

-บริษัทมหาชน จำกัด ที่มีจำนวนผู้ถือหุ้น 15 คนขึ้นไป ใช้เงินทุนลงทุนสูง และทำงานร่วมกันหลายคน

2. เปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ

ผู้ประกอบการจำเป็นอย่างมากที่ต้องแยกบัญชีการเงินของส่วนตัวและของธุรกิจออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อตรวจสอบและแบ่งแยกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนและเป็นระบบ  รวมถึงเป็นการวางแผนการรับชำระเงิน และจ่ายชำระเงิน ของบริษัทว่าจะผ่านช่องทางใด ให้ถูกต้องเหมาะสม และเป็นการควบคุมและตรวจสอบการรั่วไหล ของเงินได้อีกอย่างหนึ่งด้วย

3. เรียนรู้ทำความเข้าใจการจัดทำบันทึกบัญชีและภาษีอย่างถูกต้อง

เพื่อบันทึกบัญชี และที่มาของรายการค้า ตั้งแต่รายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการจะมีการให้มีผู้ทำบัญชี ประจำสำนักงาน หรือ จะจ้างสำนักงานบัญชีมืออาชีพ ก็ได้ เพื่อบันทึกรายการให้ถูกต้อง ตามจริงสามารถสะท้อนผลการ ดำเนินงานอย่างแท้จริงได้ และนำไปใช้วางแผนตัดสินใจทางธุรกิจ รวมทั้งนำไปใช้สำหรับการคำนวณและจ่ายภาษี ได้อย่างเข้าใจถูกต้อง

4. การตรวจติดตามค่าใช้จ่ายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ในฐานะผู้ประกอบการ ควรหมั่น ตรวจติดตามรายได้และค่าใช้จ่ายทางธุรกิจทั้งหมด เช่น บัญชีเงินฝากธนาคาร, ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินจากจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ค่าสาธารณูปโภค อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ ,ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง, วัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น เพื่อนำมาวางแผนงบประมาณ รายรับรายจ่าย เทียบกับรายรับรายจ่ายจริง ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สามารถวางแผนธุรกิจในระยะสั้น ระยะยาว ได้อย่างยั่งยืน มั่นคงมากขึ้น

5. ทำความเข้าใจรายงานการเงิน เพื่อทราบสุขภาพทางการเงินของตนเอง 

บริหารจัดการด้านภาษี และวางแผนการเติบโต ในอนาคต

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

ใบกำกับภาษีคืออะไร? ( Tax invoice )

ใบกำกับภาษีคืออะไร? ( Tax invoice )

ใบกำกับภาษีคืออะไร? ( Tax invoice )

“ใบกำกับภาษีเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราอย่างมาก ต่อให้ไม่ได้สนใจเรื่องภาษีหรือแม้แต่การทำบริษัท ใบกำกับภาษีก็จะอยู่วนอยู่รอบตัวคุณเสมอ เพราะไม่ว่าคุณจะซื้อสินค้าหรือใช้บริการอะไรในชีวิตประจำวัน ใบกำกับภาษีก็จะมีบทบาทในชีวิตคุณไม่มากก็น้อย”

ไม่ว่าคุณจะช้อปปิ้ง จ่ายค่าบริการประจำวัน หรือแม้กระทั่งการเข้าไปใช้บริการในร้านอาหารก็ล้วนแต่ได้เอกสาร กลับมาหลังจากชำระเงิน แล้วเอกสารพวกนี้มีประโยชน์ยังไง ไม่เคยได้ใช้แล้วทำไมถึงได้ในทุกๆครั้งที่ชำระเงิน เกี่ยวอะไรกับใบกำกับภาษี

ใบกำกับภาษีคืออะไร? ( Tax invoice )

ใบก ากับภาษี (Tax Invoice) คือ เอกสารหลักฐานสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำและออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในแต่ละครั้ง

การออกใบกำกับภาษี

กรณีการขายสินค้า

ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าในทันทีที่มีการส่งมอบสินค้า เมื่อได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้กับผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือเมื่อได้รับชำระราคาสินค้าก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ แล้วแต่กรณี

กรณีการให้บริการ
ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการในทันทีที่ได้รับชำระค่าบริการ เมื่อได้มีการใช้บริการนั้นไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นก่อนได้รับชำระค่าบริการ แล้วแต่กรณี

ใบกำกับภาษีมีกี่รูปแบบ

มีอยู่ 2 ประเภทหลัก คือ

  • ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

  • ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ 
เป็นเอกสารหลักฐานการขายสินค้าหรือบริการที่ทางเจ้าของกิจการเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากลูกค้ารายย่อย 
ซึ่งผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้
ส่วนใหญ่จะเป็นขายสินค้าหรือบริการแก่ลูกค้าย่อยจำนวนมาก เป็นการขายสินค้าหรือบริการถึงลูกค้าโดยตรงลูกค้านำไปใช้เอง
มีบางธุรกิจที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้โดยที่ไม่ต้องขออนุมัติกับทางกรมสรรพากรเลย ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าแก่ลูกค้า
ที่นำไปบริโภคไม่ใช่นำไปขายต่อ เช่น ร้านยา ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ
ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยทั่วไป มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ
(เว้นแต่ ผู้ประกอบกิจการค้าปลีกซึ่งมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ)โดยใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. รายการคำว่า “ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี”

3. รายการ “ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ”

4. รายการ “หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขของเล่ม ถ้ามี”

5. รายการ “ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ”

6. รายการ “จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง”

7. รายการ “วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี”

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

 

รายจ่ายต้องห้ามคืออะไร?

รายจ่ายต้องห้ามคืออะไร?

รายจ่ายต้องห้ามคืออะไร?

“ประเด็นภายในอาชีพนักบัญชีนั้นมีมากมายเต็มไปหมด นักบัญชีกี่ปีก็ไม่พอจริงๆ วันนี้เลยมายกทริคที่ย่อยง่ายๆแต่ความรู้เต็มอิ่มแน่นอน แถมยังมีประโยชน์มากเลยที่เดียว โดยการเปลี่ยน “รายจ่ายต้องห้าม” ให้สามารถใช้เป็น ค่าใช้จ่ายที่สรรพากรยอมรับ มาแนะนำกัน”

 รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร? 

 “รายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของนิติบุคคล และได้มีการบันทึกบัญชีเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการ แต่ในทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ขอบเขตรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กำหนดไว้ตามประมวลรัษฎากร” หรือให้เข้าใจแบบง่าย รายจ่ายต้องห้าม คือ รายจ่ายที่สรรพากรกำหนดว่าไม่สามารถนำมาใช้เพื่อหักออกจากรายได้ในการคำนวณกำไรเพื่อเสียภาษีได้

ยกตัวอย่างรายจ่าย ดังนี้

– รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการส่วนตัว ไม่เป็นไปตามระเบียบของกิจการ
– รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง
– รายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ
– รายจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม รายจ่ายค่าปรับ ค่ารับรอง

 

ค่าใช้จ่ายส่วนที่นำใช้คำนวณเพื่อหักภาษีได้

1. ค่าศึกษา/อบรมพนักงาน  มีใบเสร็จรับเงินถูกต้องสมบูรณ์และจ่ายเพื่อพัฒนาองค์กร

รายจ่ายที่เกิดจากการที่กิจการได้จ่ายเพื่อส่งให้พนักงานเข้ารับการศึกษาหรืออบรม หากมีใบเสร็จรับเงินของสถานศึกษา หรือสถานฝึกอบรม รวมถึงพนักงานที่ฝึกอบรมต้องกลับมาทำงานเพื่อสร้างประโยชน์พัฒนาองค์กรต่อไป รายจ่ายลักษณะนี้ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม และยังนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่า

โดยการฝึกอบรมแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

1) In-house Training โดยบริษัทเป็นผู้จัดฝึกอบรมขึ้นเอง หรือจ้างบริษัทฝึกอบรมสัมมนาเข้ามาจัดฝึกอบรมให้

2) Public Training โดยส่งพนักงานไปรับการฝึกกับบริษัทฝึกอบรมสัมมนา สถานศึกษา หรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงาน (ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา)

หากรายจ่ายการส่งพนักงานเข้าฝึกอบรมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148) กิจการสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวไปใช้หักภาษีได้มากถึง 2 เท่า อย่างเช่นจ่ายค่าอบรม 10,000 บาท สามารถนำมาคำนวณหักภาษีได้ 20,000 บาท

2. ค่าสัมมนานอกสถานที่   บริษัทระบุกฎระเบียบชัดเจนใช้โดยทั่วไปและเพื่อพัฒนาองค์กร

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักรายจ่ายที่จ่ายสำหรับค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่กิจการจัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ เพื่อการอบรมสัมมนาภายในประเทศ เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

เงื่อนไขคือต้องมีระเบียบชัดเจน และพนักงานทุกคนมีสิทธิเข้าร่วม รวมถึงเสริมสร้างความรู้เพิ่มเติมของพนักงาน และเอื้อประโยชน์แก่การพัฒนาองค์กรของกิจการ สามารถนำมาเป็นหลักฐานเพื่อใช้หักภาษีได้ ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม

3.บริจาคให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีใบเสร็จรับเงินถูกต้องสมบูรณ์

รายจ่ายของกิจการในการบริจาคให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในนามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ให้แก่ กสศ. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566
และมีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องสมบูรณ์ จึงจะถือเป็นรายจ่ายที่สรรพากรยอมรับ สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ถึง 2 เท่าของรายจ่ายที่บริจาค ไม่ว่าจะบริจาคเป็นเงินหรือทรัพย์สิน

เงื่อนไขคือเมื่อรวมกับรายจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบ ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษา หรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

 

 

บุคคลที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง180 วัน ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?

บุคคลที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง180 วัน ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?

บุคคลที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง180 วัน ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?

 

“เคยสงสัยกันไหมว่า ชาวต่างชาติที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเรา ทั้งเป็นนักท่องเที่ยวชั่วคราว ท่องเที่ยวแรมปี แม้กระทั่งชาวต่างชาติที่ตัดสินใจอยู่ที่ประเทศไทยเลย เขาจะเสียภาษีกันบ้างไหม หรือ ไม่ได้เป็นประชากรประเทศเราเลยไม่ต้องจ่าย วันนี้เราหยิบประเด็นนี้มาตอบกันเลยดีกว่า ” 

ประเด็นแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่า ภายในประเทศมีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยใช้หลักแหล่ง เงินได้และหลักถิ่นที่อยู่ ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสรุปได้ดังนี้ หลักแหล่งเงินได้มาจาก 4 แหล่งใหญ่ คือ

1. เงินได้จากงานที่ทําในประเทศไทย

2. เงินได้จากกิจการที่ทําในประเทศไทย

3. เงินได้จากกิจการนายจ้างในไทย

4. เงินได้จากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

แล้วบุคคลที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง180 วัน ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่?

หากชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในเมืองไทยไม่ถึง 180 วันในปีภาษีนั้น ไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าหากกรณีนี้เป็นเรื่องของเงินได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เช่น ค่าเช่า บ้าน เป็นต้น ดังนั้น บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติหากมีเงินได้จากแหล่งเงินได้ ผู้มีเงินได้นั้นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายใน หรือนอกประเทศ และจะได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม กฎหมายบังคับให้จัดเก็บภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดาสําหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นนั้น

 

เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อครบเงื่อนไข 3 ข้อ

1.ผู้มีเงินได้มีเงินได้จากงานที่ทําในต่างประเทศหรือจากกิจการที่ทําในต่างประเทศหรือจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ
2.ได้นําเงินได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้น
3.ผู้มีเงินได้นั้นอยู่อาศัยในประเทศไทยถึง 180 วัน

แล้วถ้าหากมีเงินได้ในประเทศไทยตาม 40 (1) ต้องเสียภาษีในประเทศไทยไหม?

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

ค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเงินได้ประเภทอะไร ?

ค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเงินได้ประเภทอะไร ?

ค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเงินได้ประเภทอะไร ?

“การบัญชีวิชาชีพบัญชี หมายความว่า วิชาชีพในด้านการทําบัญชี ด้านการสอบบัญชี ด้านการบัญชีบริหาร ด้านการวางระบบบัญชี ด้านการบัญชีภาษีอากร ด้านการศึกษาและเทคโนโลยีการบัญชี และ
บริการเกี่ยวกับการบัญชีด้านอื่น ตามที่กําหนดโดยกฎกระทรวง ควบคุมการประกอบวิชาชีพโดย
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 “

ค่าตรวจสอบบัญชีเป็นเงินได้ประเภทอะไร ?

ค่าตรวจสอบบัญชี เป็นเงินได้ประเภทที่ 6

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 : มาตรา 40 (6) เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ คือ
วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพ
อิสระอื่น ซึ่งจะมีพระราชกฤษฎีกากําหนดชนิดไว้ การทํางานในวิชาชีพนี้จะมีพระราชบัญญัติ หรือกฎหมาย
เฉพาะควบคุมการทํางาน 
แต่ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ทํางานในฐานะลูกจ้าง เงินที่ได้รับก็จะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) 
แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นต้องระวังเรื่องความเป็นอิสระในการประกอบวิชาชีพ และการใช้ความรู้ทาง
วิชาชีพบัญชี เพื่อจะได้แยกเงินได้พึงประเมินได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างรายได้ค่าวิชาชีพนักทำบัญชี

  • ค่าทำบัญชี , ค่ารับรองบัญชี , ค่าปรึกษา , ค่าแรงอื่นๆ จากงานอิสระที่รับเป็น รายชั่วโมง รายวัน หรือรายครั้ง
  • ค่าตอบแทนจากการแต่งตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการ

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี