หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร

หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร

หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร?

“เด็ก Gen ใหม่ ล้วนแต่มีความฝันมีกิจการหรือเป็นเจ้าของกิจการกันมากมาย แต่ต้องยอมรับเลยว่า การจะเป็นเจ้าของกิจการนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาหาความรู้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว อีกทั้งการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในปัจจุบันอาจจะไม่ตอบโจทย์ Passion อันแรงกล้าของเด็ก Gen ใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ผลักดันตัวเองจนไปถึงขีดสุด”

หากเป็นแบบนั้นการเตรียมตัวและเตรียมการเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในกระบวนการจดจัดตั้งบริษัทจำกัด ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำในขั้นตอนของการจดทะเบียนบริษัท ได้แก่ หนังสือบริคณห์สนธิ

หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร ?

คือ เอกสารก่อตั้งบริษัทที่ผู้เริ่มก่อการร่วมกันจัดทำขึ้นตามข้อกำหนดของกฎหมายในการจัดตั้งบริษัทจำกัดเพื่อใช้แสดงเจตจำนงของบริษัทต่อบุคคลทั่วไป โดยเป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท อาทิ จุดประสงค์ในการจัดตั้งบริษัท รายชื่อผู้เริ่มก่อการ ที่อยู่ของบริษัท ทุนจดทะเบียน และข้อมูลด้านอื่น ๆ อีกมากมาย

ขอรับหนังสือบริคณห์สนธิ ได้ที่ไหน ?

ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะจดทะเบียนบริษัทสามารถจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิต่อนายทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่นายทะเบียนอนุญาตให้จองชื่อนิติบุคคล โดยสามารถดำเนินการได้ใน 2 ช่องทาง ได้แก่

สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานสาขาทุกแห่ง
เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th

หนังสือบริคณห์สนธิ สำคัญอย่างไร

เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจหรือการเปิดบริษัทเป็นที่ทราบกันดีกว่าเพื่อสร้างความไว้วางใจ รวมถึงเป็นการยกระดับให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือจะต้องมีการจดทะเบียนนิติบุคคล เช่นเดียวกับการยื่นหนังสือบริคณห์สนธินับว่าสำคัญไม่แพ้กันโดยสรุปความสำคัญได้ ดังนี้

  • หนังสือบริคณห์สนธิ เป็นเอกสารที่แสดงวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งบริษัท
  • เป็นเอกสารสำคัญที่มีความสำคัญในขั้นตอนของการจดทะเบียนบริษัทแบบธรรมดารวมถึงการจดผ่านระบบออนไลน์หรือกล่าวโดยง่ายคือเมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้วขั้นตอนต่อมาคือจะต้องยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ
  • หนังสือบริคณห์สนธิเป็นเอกสารสำคัญเพื่อยืนยันว่าคุณได้จดทะเบียนบริษัทอย่างสมบูรณ์แล้ว

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

ค่าโฆษณาเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด

ค่าโฆษณาเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด

ค่าโฆษณาเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด ?

“อยากจะให้บริษัท ธุรกิจ เป็นที่รู้จักมีตัวตนขึ้นมา คงจะขาดการโฆษณาไปไม่ได้ ซึ่งการโฆษณาตอนนี้มีหลากหลายช่องทางให้เรานั้นเลือกใช้กันได้อย่างหลากหลาย ทั้งแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายและเสียค่าใช้จ่าย หากเลือกใช้บริการการโฆษณาแบบเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมีธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อทำการโฆษณาในกับลูกค้าที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ แล้วค่าโฆษณาจะเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดหล่ะ”

ค่าโฆษณาเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด ?

ค่าโฆษณาเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ซึ่งเป็นประเภทที่เป็นเงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7 แล้ว

ตัวอย่าง

เลขที่หนังสือ : กค 0706/1035
วันที่ : 5 กุมภาพันธ์ 2550
เรื่อง : ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินค่าโฆษณา
ข้อกฎหมาย : มาตรา 40(8) และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.4/2528ฯ
ข้อหารือ :            บริษัท บ. แจ้งว่า บริษัทฯ ประกอบกิจการเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์โดยผลิต และจำหน่ายนิตยสาร รวมทั้ง หนังสือในเครือเดียวกัน บริษัทฯ มีรายได้หลักจากการโฆษณา ตลอดจนจำหน่ายหนังสือให้แก่สมาชิก และบุคคลทั่วไป บริษัทฯ ได้จัดทำหนังสือเป็นหนังสือรายปีเพื่อขาย ตัวเลข ค.ศ. จะเปลี่ยนไปตามปี ซึ่งจะเป็นหนังสือที่รวบรวมร้านอาหารที่มีคุณภาพและบริการที่ดี จำนวนกว่า 150 ร้านค้า ทั่วประเทศ โดยมีการดำเนินงานซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. ร้านอาหารที่มีการลงรายละเอียดในหนังสือและในเวปเพจแต่ไม่ลงรูป จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
2. ร้านอาหารที่มีการลงรายละเอียดโฆษณาในหนังสือและในเวปเพจและลงรูปเฉพาะในหนังสือ ซึ่งเรียกว่าการแยกสี จะต้องเสียค่าใช้จ่าย 4,000 บาท
3. ร้านอาหารที่มีการลงรายละเอียดและรูปทั้งในหนังสือและในเวปเพจ จะต้องเสียค่าใช้จ่าย6,000 บาท
บริษัทฯ จึงขอทราบว่า การดำเนินงานประเภทที่ 2 และ 3 จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าใด
แนววินิจฉัย :            เงินได้ที่บริษัทฯ ได้รับจากลูกค้าถือเป็นค่าโฆษณา เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินดังกล่าวจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 2.0 ตามข้อ 10 ของ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวล รัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
เลขตู้ :70/34757

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

Read more

ภาษีนิติบุคคลคืออะไร

ภาษีนิติบุคคลคืออะไร

ภาษีนิติบุคคลคืออะไร?

เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาทีไร ถึงกับต้องปวดหัวจนอยากจะลุกขึ้นเดินหนีกันเลยทีเดียว แต่ตอนนี้เรื่องภาษีเริ่มขยับเข้ามาใกล้เรามากๆ เนื่องจากหลายคนหันมาสนใจ ในด้านการทำบัญชีกันมากขึ้น รวมทั้งการทำธุรกิจส่วนตัวที่ทำให้ต้องตระหนักเกี่ยวกับคำว่า ‘ภาษี’ มากขึ้น “

วันนี้เรามายกประเด็นภาษีที่น่าสนใจพร้อมทั้งใกล้ตัวเราซะหน่อย  หัวข้อที่จะถูกยกขึ้นมา คือ

ภาษีนิติบุคคลคืออะไร ?

คือ เครื่องมือของรัฐประเภทหนึ่ง ที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการ ประกอบกิจการของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี มีกำหนดสิบสองเดือนต่อหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้ยังมีวิธีการจัดเก็บวิธีอื่นอีก คือ เก็บจากยอดรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือเก็บจากค่าโดยสาร ค่าระวางฯ ของกิจการขนส่งระหว่างประเทศ หรือเก็บจากการจำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศ เป็นต้น

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย
  2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย (กรณีมีสาขาในไทย) หรือมีตัวแทนซึ่งเป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย
  3. กิจการขนส่งระหว่างประเทศ
  4. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย
  5. กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
  6. กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับ บริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคลอื่น

เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคค

  1. ยกเว้นตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
  2. ยกเว้นตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม
  3. ยกเว้นค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงจากการรับบริจาคของมูลนิธิหรือสมาคม
  4. ยกเว้นเงินได้จากกิจการของโรงเรียนเอกชนที่มูลนิธิหรือสมาคมจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.prosoftmyaccount.com

จดทะเบียนบริษัท 1 ล้านบาท จำเป็นต้องมีเงินจริงหรือไม่

จดทะเบียนบริษัท 1 ล้านบาท จำเป็นต้องมีเงินจริงหรือไม่

จดทะเบียนบริษัท 1 ล้านบาท จำเป็นต้องมีเงินจริงหรือไม่

 

 หลายคนคงจะมีคำถามต่อไปว่า ถ้าหากเราจะแจ้งจดทะเบียนบริษัทด้วยทุน 1 ล้านบาท จำเป็นต้องมีเงินสด 1 ล้านบาทเลยหรือไม่ จริงๆแล้วตามกฎหมายได้ระบุไว้ว่า เราสามารถชำระค่าหุ้นเพียง 25% ของทุนจดทะเบียนบริษัทได้ นั่นหมายความว่า ถ้าเราจะจดทะเบียนบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เราสามารถชำระค่าหุ้นขั้นต่ำที่ 250,000 บาทได้ และมูลค่าหุ้นที่เหลือจะต้องถูกเรียกชำระในเวลาต่อมา

ข้อควรระวังเมื่อแจ้งทุนจดทะเบียนบริษัท

      ข้อควรระวังที่หลายๆคนมองข้ามไปเกี่ยวกับทุนจะเบียนบริษัท คือ ในขั้นตอนการแจ้งจดทะเบียน จะต้องแจ้งจำนวนเงินที่ชำระค่าหุ้นแล้วกับทางกรมพัฒนาธุรกิจตามจริง หากมีการชำระค่าหุ้นตามเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ 25 เปอร์เซ็นต์ เราก็ควรแจ้งไปว่า ชำระแล้ว 250,000 บาท ไม่ใช่ 1 ล้านบาท เพราะหากเราแจ้งว่าชำระครบ 1 ล้านบาทแล้ว ผลที่ตามมาคือ เมื่อกรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบ และพบว่ามีเงินในบัญชีบริษัทเพียง 250,000 บาท และยังขาดอีก 750,000 บาท เราจะต้องชี้แจงกับผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับเงินจำนวนที่ขาดไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเรามักจะตอบว่า “เงินอยู่ที่กรรมการบริษัท” เงินส่วนที่ขาดไปนี้จึงถือเป็นเงินที่กรรมการบริษัทได้ยืมไป แปลว่ามีการกู้ยืมเงินจากบริษัทหรือเกิดลูกหนี้ขึ้น นั่นหมายความว่าจะต้องมีการเก็บดอกเบี้ยจากการ กู้-ยืม นั้น และเมื่อถึงสิ้นปีการจ่ายภาษีของบริษัท ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมจะต้องถูกนำไปรวมเป็นรายได้ทางหนึ่งของบริษัท ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ

 

หากท่านสนใจใช้บริการ รับจดทะเบียนบริษัท,รับทำบัญชี

จ้างนักบัญชี ควรจ้างเมื่อไหร่

จ้างนักบัญชี ควรจ้างเมื่อไหร่

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กควรจ้างนักบัญชีเมื่อไหร่

คำตอบคือ เมื่อเจ้าของธุรกิจพร้อม

คำว่า พร้อม ในที่นี้หมายถึง กำลังจ่ายของเจ้าของธุรกิจ หากมีทุนมากก็สามารถจ้างได้เลย แต่หากมีทุนน้อยไม่มีกำลังจ่าย ลองประเมินตัวเองดู 2 เรื่องคือ เจ้าของธุรกิจมีสถานะอย่างไร และปริมาณบิลที่ต้องจัดการมีจำนวนเท่าไหร่

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่เมื่อเริ่มตั้งธุรกิจมักจะโฟกัสไปที่ จะทำอย่างไรให้สินค้าของเราขายได้ ก็จะว่าจ้างพนักงานเซลล์ ดีไซเนอร์ กราฟิก มาร์เก็ตติ้ง ก่อนนักบัญชี ซึ่งเจ้าของธุรกิจอาจจะให้เซลล์รับผิดชอบเรื่องจัดการบิลต่างๆ ไปจนกว่าจะรับพนักงานแอดมินเข้ามา

ปริมาณบิลที่ต้องจัดการมีเท่าไหร่

ประเมินดูว่าธุรกิจมีบิลที่ต้องจัดการมากน้อยเท่าไหร่ เจ้าของธุรกิจสามารถจัดการและเสียภาษีได้ด้วยตนเองไหม หากทำไม่ไหวก็ต้องหาทางเลือกคือ การจ้างสำนักงานบัญชี จ้างนักบัญชี ซึ่งการจ้างแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันดังนี้

 

ข้อดี ข้อเสีย
เจ้าของธุรกิจทำบัญชีเอง                                                                              
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ข้อมูลการเงินและบัญชีของกิจการไม่รั่วไหลไปยังบุคคลภายนอก
  • เกิดความผิดพลาดได้ง่าย
  • เสียโอกาสที่จะเอาเวลาไปบริหารงานส่วนอื่นจนอาจสูญเสียรายได้
จ้างพนักงานประจำ
  • ช่วยลดภาระของเจ้าของธุรกิจ
  • ทำเอกสารได้เป็นระบบมากขึ้น
  • เรียกหาข้อมูลได้ง่ายและเร็ว
  • หากจ้างนักบัญชี จะช่วยแนะนำเรื่องการวางแผนการเงินและการบริหารเงินสดได้ง่าย
  • เกิดรายจ่ายทุกเดือนไม่ว่าธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุน
จ้างสำนักงานบัญชี
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการจ้างนักบัญชีประจำ
  • ลดความกังวลว่าจะทำบัญชีและเสียภาษีไม่ถูกต้อง
  • ต้องเก็บเอกสารให้ถูกต้อง และตรวจสอบข้อมูลทุกเรื่องก่อนเสียภาษีเสมอ เพราะสำนักงานบัญชีไม่ได้บริการให้แค่ธุรกิจของเราแค่เจ้าเดียว

สาเหตุที่ต้องประเมินจากบิลของธุรกิจ ก็เพื่อที่จะหาจุดคุ้มทุนว่าหากเจ้าของธุรกิจจะจ้างพนักงานประจำสักคนหนึ่ง ธุรกิจของเรามีปริมาณบิล หรือจำนวนรายการค้า เพียงพอต่อการจ้างงานหรือไม่ หากยังมีไม่เพียงพอ แต่เจ้าของธุรกิจทำเองไม่ไหว ลองจ้างสำนักงานบัญชีหรือนักบัญชีฟรีแลนซ์

จ้างนักบัญชี ควรจ้างเมื่อไหร่

 

เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าของธุรกิจตัดสินใจขยายขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น อาจจะปรับเปลี่ยนธุรกิจให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เริ่มวางแผนงบการเงิน ประมาณการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เมื่อนั้นเจ้าของธุรกิจก็จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบหลังบ้านให้แข็งแรง และว่าจ้างนักบัญชี

 

 

ความสามารถของนักบัญชี (accountant) มีหลากหลาย และเป็นคู่คิดให้เจ้าของธุรกิจได้ โดยหน้าที่หลักๆ คือการทำเอกสารรายการรับ-จ่าย แบบวันต่อวัน, สรุปยอดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน, วิเคราะห์ต้นทุน รายได้ ค่าใช้จ่ายจากข้อมูลการทำบัญชี, ทำรายงานผลประกอบการในแต่ละเดือน แต่ละไตรมาส และรายปี, รวมไปถึงให้คำแนะนำข้อมูลทางการเงินให้เจ้าของธุรกิจเมื่อต้องมีการติดต่อกับนักลงทุนได้

 

 

เจ้าของธุรกิจจึงต้องประเมินจุดคุ้มทุนของธุรกิจตัวเองกับหุ้นส่วนทางธุรกิจว่า มีปริมาณงานที่เหมาะสมกับเงินเดือนของนักบัญชีแล้วหรือไม่ หรือจะลองปรึกษากับสำนักงานบัญชีที่ว่าจ้างก่อนการตัดสินใจก็ได้

 

จดทะเบียนบริษัท,รับทำบัญชี