ภาษีนิติบุคคลคืออะไร

ภาษีนิติบุคคลคืออะไร

ภาษีนิติบุคคลคืออะไร?

เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาทีไร ถึงกับต้องปวดหัวจนอยากจะลุกขึ้นเดินหนีกันเลยทีเดียว แต่ตอนนี้เรื่องภาษีเริ่มขยับเข้ามาใกล้เรามากๆ เนื่องจากหลายคนหันมาสนใจ ในด้านการทำบัญชีกันมากขึ้น รวมทั้งการทำธุรกิจส่วนตัวที่ทำให้ต้องตระหนักเกี่ยวกับคำว่า ‘ภาษี’ มากขึ้น “

วันนี้เรามายกประเด็นภาษีที่น่าสนใจพร้อมทั้งใกล้ตัวเราซะหน่อย  หัวข้อที่จะถูกยกขึ้นมา คือ

ภาษีนิติบุคคลคืออะไร ?

คือ เครื่องมือของรัฐประเภทหนึ่ง ที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการ ประกอบกิจการของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี มีกำหนดสิบสองเดือนต่อหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้ยังมีวิธีการจัดเก็บวิธีอื่นอีก คือ เก็บจากยอดรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือเก็บจากค่าโดยสาร ค่าระวางฯ ของกิจการขนส่งระหว่างประเทศ หรือเก็บจากการจำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศ เป็นต้น

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย
  2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย (กรณีมีสาขาในไทย) หรือมีตัวแทนซึ่งเป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย
  3. กิจการขนส่งระหว่างประเทศ
  4. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย
  5. กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
  6. กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับ บริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคลอื่น

เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคค

  1. ยกเว้นตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
  2. ยกเว้นตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม
  3. ยกเว้นค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงจากการรับบริจาคของมูลนิธิหรือสมาคม
  4. ยกเว้นเงินได้จากกิจการของโรงเรียนเอกชนที่มูลนิธิหรือสมาคมจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

 

หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.prosoftmyaccount.com

จดทะเบียนบริษัท 1 ล้านบาท จำเป็นต้องมีเงินจริงหรือไม่

จดทะเบียนบริษัท 1 ล้านบาท จำเป็นต้องมีเงินจริงหรือไม่

จดทะเบียนบริษัท 1 ล้านบาท จำเป็นต้องมีเงินจริงหรือไม่

 

 หลายคนคงจะมีคำถามต่อไปว่า ถ้าหากเราจะแจ้งจดทะเบียนบริษัทด้วยทุน 1 ล้านบาท จำเป็นต้องมีเงินสด 1 ล้านบาทเลยหรือไม่ จริงๆแล้วตามกฎหมายได้ระบุไว้ว่า เราสามารถชำระค่าหุ้นเพียง 25% ของทุนจดทะเบียนบริษัทได้ นั่นหมายความว่า ถ้าเราจะจดทะเบียนบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เราสามารถชำระค่าหุ้นขั้นต่ำที่ 250,000 บาทได้ และมูลค่าหุ้นที่เหลือจะต้องถูกเรียกชำระในเวลาต่อมา

ข้อควรระวังเมื่อแจ้งทุนจดทะเบียนบริษัท

      ข้อควรระวังที่หลายๆคนมองข้ามไปเกี่ยวกับทุนจะเบียนบริษัท คือ ในขั้นตอนการแจ้งจดทะเบียน จะต้องแจ้งจำนวนเงินที่ชำระค่าหุ้นแล้วกับทางกรมพัฒนาธุรกิจตามจริง หากมีการชำระค่าหุ้นตามเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ 25 เปอร์เซ็นต์ เราก็ควรแจ้งไปว่า ชำระแล้ว 250,000 บาท ไม่ใช่ 1 ล้านบาท เพราะหากเราแจ้งว่าชำระครบ 1 ล้านบาทแล้ว ผลที่ตามมาคือ เมื่อกรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบ และพบว่ามีเงินในบัญชีบริษัทเพียง 250,000 บาท และยังขาดอีก 750,000 บาท เราจะต้องชี้แจงกับผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับเงินจำนวนที่ขาดไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเรามักจะตอบว่า “เงินอยู่ที่กรรมการบริษัท” เงินส่วนที่ขาดไปนี้จึงถือเป็นเงินที่กรรมการบริษัทได้ยืมไป แปลว่ามีการกู้ยืมเงินจากบริษัทหรือเกิดลูกหนี้ขึ้น นั่นหมายความว่าจะต้องมีการเก็บดอกเบี้ยจากการ กู้-ยืม นั้น และเมื่อถึงสิ้นปีการจ่ายภาษีของบริษัท ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมจะต้องถูกนำไปรวมเป็นรายได้ทางหนึ่งของบริษัท ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ

 

หากท่านสนใจใช้บริการ รับจดทะเบียนบริษัท,รับทำบัญชี

จ้างนักบัญชี ควรจ้างเมื่อไหร่

จ้างนักบัญชี ควรจ้างเมื่อไหร่

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กควรจ้างนักบัญชีเมื่อไหร่

คำตอบคือ เมื่อเจ้าของธุรกิจพร้อม

คำว่า พร้อม ในที่นี้หมายถึง กำลังจ่ายของเจ้าของธุรกิจ หากมีทุนมากก็สามารถจ้างได้เลย แต่หากมีทุนน้อยไม่มีกำลังจ่าย ลองประเมินตัวเองดู 2 เรื่องคือ เจ้าของธุรกิจมีสถานะอย่างไร และปริมาณบิลที่ต้องจัดการมีจำนวนเท่าไหร่

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่เมื่อเริ่มตั้งธุรกิจมักจะโฟกัสไปที่ จะทำอย่างไรให้สินค้าของเราขายได้ ก็จะว่าจ้างพนักงานเซลล์ ดีไซเนอร์ กราฟิก มาร์เก็ตติ้ง ก่อนนักบัญชี ซึ่งเจ้าของธุรกิจอาจจะให้เซลล์รับผิดชอบเรื่องจัดการบิลต่างๆ ไปจนกว่าจะรับพนักงานแอดมินเข้ามา

ปริมาณบิลที่ต้องจัดการมีเท่าไหร่

ประเมินดูว่าธุรกิจมีบิลที่ต้องจัดการมากน้อยเท่าไหร่ เจ้าของธุรกิจสามารถจัดการและเสียภาษีได้ด้วยตนเองไหม หากทำไม่ไหวก็ต้องหาทางเลือกคือ การจ้างสำนักงานบัญชี จ้างนักบัญชี ซึ่งการจ้างแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันดังนี้

 

ข้อดี ข้อเสีย
เจ้าของธุรกิจทำบัญชีเอง                                                                              
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ข้อมูลการเงินและบัญชีของกิจการไม่รั่วไหลไปยังบุคคลภายนอก
  • เกิดความผิดพลาดได้ง่าย
  • เสียโอกาสที่จะเอาเวลาไปบริหารงานส่วนอื่นจนอาจสูญเสียรายได้
จ้างพนักงานประจำ
  • ช่วยลดภาระของเจ้าของธุรกิจ
  • ทำเอกสารได้เป็นระบบมากขึ้น
  • เรียกหาข้อมูลได้ง่ายและเร็ว
  • หากจ้างนักบัญชี จะช่วยแนะนำเรื่องการวางแผนการเงินและการบริหารเงินสดได้ง่าย
  • เกิดรายจ่ายทุกเดือนไม่ว่าธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุน
จ้างสำนักงานบัญชี
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการจ้างนักบัญชีประจำ
  • ลดความกังวลว่าจะทำบัญชีและเสียภาษีไม่ถูกต้อง
  • ต้องเก็บเอกสารให้ถูกต้อง และตรวจสอบข้อมูลทุกเรื่องก่อนเสียภาษีเสมอ เพราะสำนักงานบัญชีไม่ได้บริการให้แค่ธุรกิจของเราแค่เจ้าเดียว

สาเหตุที่ต้องประเมินจากบิลของธุรกิจ ก็เพื่อที่จะหาจุดคุ้มทุนว่าหากเจ้าของธุรกิจจะจ้างพนักงานประจำสักคนหนึ่ง ธุรกิจของเรามีปริมาณบิล หรือจำนวนรายการค้า เพียงพอต่อการจ้างงานหรือไม่ หากยังมีไม่เพียงพอ แต่เจ้าของธุรกิจทำเองไม่ไหว ลองจ้างสำนักงานบัญชีหรือนักบัญชีฟรีแลนซ์

จ้างนักบัญชี ควรจ้างเมื่อไหร่

 

เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าของธุรกิจตัดสินใจขยายขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น อาจจะปรับเปลี่ยนธุรกิจให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เริ่มวางแผนงบการเงิน ประมาณการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เมื่อนั้นเจ้าของธุรกิจก็จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบหลังบ้านให้แข็งแรง และว่าจ้างนักบัญชี

 

 

ความสามารถของนักบัญชี (accountant) มีหลากหลาย และเป็นคู่คิดให้เจ้าของธุรกิจได้ โดยหน้าที่หลักๆ คือการทำเอกสารรายการรับ-จ่าย แบบวันต่อวัน, สรุปยอดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน, วิเคราะห์ต้นทุน รายได้ ค่าใช้จ่ายจากข้อมูลการทำบัญชี, ทำรายงานผลประกอบการในแต่ละเดือน แต่ละไตรมาส และรายปี, รวมไปถึงให้คำแนะนำข้อมูลทางการเงินให้เจ้าของธุรกิจเมื่อต้องมีการติดต่อกับนักลงทุนได้

 

 

เจ้าของธุรกิจจึงต้องประเมินจุดคุ้มทุนของธุรกิจตัวเองกับหุ้นส่วนทางธุรกิจว่า มีปริมาณงานที่เหมาะสมกับเงินเดือนของนักบัญชีแล้วหรือไม่ หรือจะลองปรึกษากับสำนักงานบัญชีที่ว่าจ้างก่อนการตัดสินใจก็ได้

 

จดทะเบียนบริษัท,รับทำบัญชี

ค่านายหน้าหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์

ค่านายหน้าหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์

ค่านายหน้าหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์

” การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน เป็นตลาดที่สนุกสนานกันเป็นอย่างมาก ทุกสื่อโซเชียลมีเดียถูกนำมาใช้ไม่ว่าจะเป็น Youtube Tiktok Facebook Instargram เป็นต้น เนื่องจากนายหน้ารุ่นใหม่ขยับเข้ามาในตลาดอสังหาริมทรัพย์กันมากขึ้น ทำให้การซื้อขายมีลูกเล่นใหม่ๆ พร้อมทั้งสื่อบันเทิงเชิงการขายที่เปลี่ยนไป ไม่น่าเบื่อ สนุกสนาน เข้าถึงง่าย “

ก่อนจะก้าวเข้าสู่การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มารู้จักข้อมูลเบื้องต้นที่นับได้ว่าควรเป็นสิ่งแรกๆที่ควรจะศึกษา เป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยที่สำคัญมากในการทำงาน โดยสิ่งที่เราจะพูดถึง คือคำว่า ‘ นายหน้า ‘ ในหัวข้อที่ว่า

ค่านายหน้าหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?

การหักค่านายหน้านั้นถือว่าเป็นประเด็นเริ่มต้นที่ควรจะทราบและยังมีข้อสับสนเกี่ยวกับประเด็นนี้กันเป็นอย่างมาก ว่าแท้ที่จริงแล้วค่านายหน้า ควรจะหักภาษี ณ ที่จ่าย กี่เปอร์เซ็นต์กันแน่ 3 % หรือ 5%

การหักภาษี ณ ที่จ่ายของค่านายหน้า สรุปแบบอย่างง่ายตามหลักผู้รับเงินได้ดังนี้

1.บุคคลธรรมดา

หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า เพราะ ค่านายหน้าถือว่าเป็นเงินได้ 40(2) พร้อมทั้งยื่นแบบนำส่งภาษี ภ.ง.ด.1

2.นิติบุคคล

หักภาษี ณ ที่จ่าย 3 %

3.มูลนิธิหรือสมาคม (หากมีใบประกาศว่าเป็นสาธารณกุศล จะไม่รวมอยู่ในหมวดนี้)

หักภาษี ณ ที่จ่าย 10 %

การทำอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของนายหน้ายังมีข้อมูลที่ควรทราบอีกมากมาย ทั้งข้อมูลเบื้องต้นและข้อมูลเชิงลึก ก่อนจะเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ควรศึกษาให้ดี พร้อมทั้งอัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา หากสนใจข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดตั้งบริษัท สามารถอ่านบทความได้ที่

รับจดทะเบียนบริษัท , รับทำบัญชี

 

 

บิลเงินสด เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้หรือไม่

บิลเงินสด เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้หรือไม่

บิลเงินสด เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้หรือไม่

กรณีผู้ประกอบการได้รับบิลเงินสดจากร้านค้าเมื่อจ่ายชำระค่าสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการ จะสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้หรือไม่

ทำความเข้าใจบิลเงินสด

บิลเงินสด คือ เอกสารที่ผู้รับเงินออกให้แก่ผู้จ่ายเงินเมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงการรับชำระเงิน ทั้งนี้ลักษณะเอกสารจะเป็นแบบฟอร์มที่ให้ผู้ขายกรอกข้อมูลต่างๆ โดยมีลักษณะเช่นเดียวกับใบเสร็จรับเงิน แต่รูปแบบเอกสารแตกต่างกัน

บิลเงินสด สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้

1. บิลเงินสดที่ระบุข้อความครบถ้วน ดังนี้

  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย

  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อ

  • รายละเอียดของสินค้าและบริการแต่ละรายการ

  • มูลค่าของสินค้าและบริการแต่ละรายการ

  • เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ

2. กรณีบุคคลธรรมดาให้แนบสำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นต์รับรองเพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ บิลเงินสดที่ผู้ประกอบการได้รับมักมีข้อความไม่ครบถ้วน เช่น ไม่ระบุชื่อกิจการที่รับเงิน ทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนผู้รับเงินได้ สรรพากรได้กำหนดแนวทางแก้ไขเพื่อให้สามารถนำมาบันทึกค่าใช้จ่ายได้

แนวทางปฏิบัติกรณีหลักฐานการรับเงินไม่สมบูรณ์

กิจการสามารถจัดทำเอกสารแสดงการรับเงินของผู้รับเงิน อาจเลือกใช้เอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่กรณี ดังนี้

  1. ใบรับ ตามมาตรา 105 ทวิ (ใช้ในกรณีผู้รับเงินยินยอมออกใบรับเงิน) หรือ

  2. ใบสำคัญรับเงิน (ใช้ในกรณีผู้รับเงินไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงิน แต่ยินยอมลงชื่อในช่องผู้รับเงิน) พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนผู้รับเงิน หรือ

  3. ใบรับรองแทนใบสำคัญรับเงิน (ใช้ในกรณีกิจการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือบริการเบ็ดเตล็ดแต่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายหรือผู้ให้บริการได้ ต้องให้พนักงานของกิจการเป็นผู้รับรองการจ่ายเงินดังกล่าว)

จดทะเบียนบริษัท,รับทำบัญชี